บทความ

>

ภาพรวมของการทำ M&A ในปี 2021 ของประเทศไทยและในภูมิภาค รวมถึงแนวโน้มการทำ M&A ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ภาพรวมของการทำ M&A ในปี 2021 ของประเทศไทยและในภูมิภาค รวมถึงแนวโน้มการทำ M&A ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

HIGHLIGHT:

  • สรุปประเด็นสำคัญที่น่าสนใจของการทำธุรกรรม Mergers and Acquisitions (M&A) จากหลักสูตร แนวโน้ม ทิศทางการทำ M&A ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาและกลยุทธ์การทำ M&A ให้ประสบความสำเร็จ
  • โดยมูลค่าการทำธุรกรรม Mergers and Acquisitions (M&A) ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่ต้นปี 2021 ถึงไตรมาส 2 ของปี มีมูลค่าอยู่ที่ 20,002 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เกิดขึ้นรวมทั้งสิ้น 86 ดีล และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นต่อไป โดยอุตสาหกรรม 5 อันดับแรกที่มีการทำ M&A เป็นมูลค่าสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ โทรคมนาคม สื่อและเทคโนโลยี (Telecommunications, Media & Technology), พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ (Energy & Natural Resources), อสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และการก่อสร้าง (Real Estate, Infrastructure & Construction), การผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Manufacturing) และกลุ่มธุรกิจบริการทางการเงิน (Financial Service) ตามลำดับ

เวลาในการอ่าน 4 นาที


สำหรับภาพรวมการทำ M&A ในประเทศไทย ตั้งแต่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ซึ่งทำให้ธุรกรรม M&A ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด แต่ในไตรมาสที่ 3-4 กลับเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นบ้าง จนถึงไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 จำนวนธุรกรรมก็มีการชะลอตัวไปบ้าง แต่ก็เริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 2 อย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ สถานการณ์โควิด-19 ไม่ได้เป็นอุปสรรคโดยตรงต่อการทำ M&A ที่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว เพราะมีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการติดต่อสื่อสารทำให้สามารถดำเนินการทำธุรกรรมต่อไปได้ แต่โควิด-19 กระทบมุมมองในการทำ M&A ในแง่ของราคาซื้อขาย อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ และเหตุผลในการทำ M&A อาจไม่ได้เพื่อการขยายธุรกิจ แต่เพื่อความอยู่รอดของกิจการ เป็นต้น ทั้งนี้จากสถานการณ์ปัจจุบัน ส่งผลให้มีการปรับใช้เทคโนโลยี ระบบ Virtual ต่างๆ เข้ามาในกระบวนการทำ M&A มากขึ้น

อย่างที่กล่าวมา โควิด-19 ไม่ได้เป็นสาเหตุหลักที่กระทบ M&A แต่เป็นอุปสรรคในการเจรจาต่อรอง และการประเมินมูลค่า แต่ก็ยังคงเกิด M&A ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับความน่าสนใจของธุรกิจและอุตสาหกรรมนั้นๆ โดยในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2564 นี้ ถึงไตรมาส 2 ของปี มูลค่า M&A ในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 20,002 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ธุรกรรม M&A เกิดขึ้นรวมทั้งสิ้น 86 ดีล

โดยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 มีมูลค่า 756 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 39 ดีล และไตรมาสที่ 2 มูลค่า 19,246 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวนดีล 47 ดีล ซึ่งอุตสาหกรรม 5 อันดับแรกที่มีการทำ M&A เป็นมูลค่าสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ โทรคมนาคม สื่อและเทคโนโลยี (Telecommunications, Media & Technology), พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ (Energy & Natural Resources), อสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และการก่อสร้าง (Real Estate, Infrastructure & Construction), การผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Manufacturing) และกลุ่มธุรกิจบริการทางการเงิน (Financial Service) ตามลำดับ

ผลสำรวจจาก EY ที่ได้สอบถามความเห็นของผู้บริหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่า 3 สาเหตุหลักที่ทำให้การทำ M&A ไม่ประสบความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมาเกิดจาก 1. ความกังวลในเรื่องการแข่งขันทางการค้า 2. เรื่องของการตกลงเจรจาราคากันไม่ได้ และ 3. ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบในการทำธุรกรรม M&A อย่างเช่น ข้อจำกัดทางด้านกฎหมาย และประเด็นในการตรวจสอบสถานะกิจการ (Due Diligence) ซึ่งมีขอ้สังเกตที่น่าสนใจว่า ประเด็นปัญหาในด้านเงินทุนมีผลต่อการทำ M&A ค่อนข้างน้อยแตกต่างจากภาวะวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ปัญหาในด้านเงินทุนของผู้ซื้อ เป็นสาเหตุหลักที่การทำ M&A ไม่ประสบความสำเร็จ

ผลสำรวจของ EY ดังกล่าว สอดคล้องกับผลสำรวจของผู้เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารในสายการเงินของบริษัทจดทะเบียน โดยได้ให้ความเห็นว่าสาเหตุหลักที่ทำให้การทำ M&A ไม่ประสบความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากการไม่สามารถตกลงเจรจาราคาซื้อขายกันได้ ซึ่งโควิด-19 เป็นเพียงผลกระทบทางอ้อม ที่ทำให้การประเมินมูลค่ากิจการเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากผู้ซื้อและผู้ขายอาจมีมุมมองต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการให้ราคาที่ไม่เท่ากัน

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจที่มีการทำ M&A มากที่สุด คือ โทรคมนาคม สื่อและเทคโนโลยี (Telecommunications, Media & Technology) มีแนวโน้มทำ M&A มากขึ้นจาก Disruption ต่อมาคือ กลุ่มธุรกิจสถาบันการเงิน  มีการควบรวมระหว่างสถาบันการเงินด้วยกันเอง และที่น่าจับตาดูมากคือธุรกิจประกันภัย ซึ่งโควิด-19 อาจกระทบทำให้ธุรกิจประกันขาดสภาพคล่อง ซึ่งกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และ Hospitality การดูแลสุขภาพ และ Life Science มีความสอดคล้องกับผลสำรวจของผู้เข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ ที่เห็นตรงกันว่าเป็นกลุ่มธุรกิจเด่นในการทำ M&A ที่จะมีแนวโน้มให้เห็นมากขึ้น

ในส่วนของ กลุ่มพลังงานก็ยังคงมีการทำ M&A ต่อเนื่อง เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่ในส่วนของกลุ่มสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค และค้าปลีก นั้นได้รับผลกระทบทั้งทางบวกและลบ ซึ่งบางส่วนต้องปิดกิจการ แต่บางส่วนกลับเติบโตมากขึ้น โดยหากดูในแต่ละกลุ่มธุรกิจ กลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงในการทำ M&A มากที่สุด ได้แก่ กลุ่มอุปโภคบริโภค และค้าปลีก เพราะมีบางส่วนต้องปิดกิจการลง แต่ก็มีบางส่วนที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งนี้ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ได้ปรับตัวโดยการเปลี่ยนโมเดลในการทำธุรกิจเป็นระบบ Franchise เช่น YUM ที่ขาย Franchise ธุรกิจร้าน KFC ให้เจ้าอื่นมาเป็น Master Franchise หรือ Starbuck ขายธุรกิจให้  Franchisee ที่ฮ่องกงออกไป หรือ Tesco Lotus ที่ออกจากประเทศไทยและมาเลเซีย ซึ่งแนวโน้มของการ converse กิจการในลักษณะนี้ในกลุ่มของสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคและค้าปลีกจะมีให้เห็นต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยตรง แต่เกิดจากแรงผลักดันในการปรับตัว การเติบโตของธุรกิจ Delivery และช่องทางการขายที่หลากหลาย และการเติบโตทางออนไลน์มากขึ้น

โดยกลุ่มธุรกิจที่ชะลอตัวในการทำ M&A มากที่สุด ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและการขนส่ง ซึ่งกระทบมากในธุรกิจการบินที่ได้รับผลกระทบหนักจากโควิด-19 อย่างชัดเจน และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ซึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างมาก ทำให้การทำ M&A ในกลุ่มนี้ค่อนข้างชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด ไม่เหมือนช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ราคาของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ตกลงไปค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบันเริ่มมีการทำ M&A มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาราคาอสังหาฯ ไม่ได้ลดลงมากนัก เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงแข็งแกร่ง เริ่มแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของกลุ่มอสังหาฯ อีกทั้งผู้ซื้อรู้ว่าหากรอต่อไปราคาคงไม่ได้ลดลงไปมากกว่านี้ จึงเห็นแนวโน้มการทำ M&A ที่เพิ่มขึ้น

ในขณะที่จากผลสำรวจของผู้เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้พบว่า นับจากนี้ไปอีก 12 เดือน ผู้เข้าอบรมโดยส่วนใหญ่เห็นว่า จะมีแนวโน้มในการทำ M&A ในกลุ่มธุรกิจบริการทางการเงินมากที่สุด (Financial Services) รองลงมาคือ กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ที่เริ่มมีกิจกรรมมากขึ้น ตามด้วยกลุ่มธุรกิจการดูแลสุขภาพ (Healthcare & Life Science), กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverages), กลุ่มธุรกิจการเดินทางและการขนส่ง (Transport & Logistics), กลุ่มธุรกิจพลังงานและแหล่งพลังงานธรรมชาติ (Energy & Natural Resources), กลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีก (Consumer Goods and Retail), กลุ่มธุรกิจการผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Manufacturing),

กลุ่มธุรกิจการพาณิชน์และบริการเฉพาะด้าน (Commercial & Professional Services) และกลุ่มธุรกิจยานยนต์ (Automotive) ตามลำดับ


 
สรุปและเรียบเรียงโดย : พิมพ์ลดา ศิวศักดิ์ศรัณ
ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ประกอบการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

การบริหารจัดการ
การควบรวมกิจการ (M&A)
ห้องเรียนบริษัทจดทะเบียน

บทความก่อนหน้า

สมการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ (ตอนที่ 5)

บทความถัดไป

7 Trends ใหม่ที่ทำให้เกิดการทำ M&A มากขึ้นในปัจจุบัน (ตอนที่ 1)