บทความ

>

10 วิธีปรับเปลี่ยน (ทดลอง) ทำโมเดลธุรกิจใหม่ๆ

10 วิธีปรับเปลี่ยน (ทดลอง) ทำโมเดลธุรกิจใหม่ๆ

HIGHLIGHT :

  • การมีโมเดลธุรกิจในแบบเดิมหรือมีเพียงแบบเดียว อาจไม่ตอบโจทย์ลูกค้าหรือสร้างรายได้ไม่มากพอให้ธุรกิจไปรอดได้ ดังนั้นการปรับตัวของธุรกิจด้วยการพัฒนาหรือการค้นหาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ให้ทันเพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ตลอดจนรสนิยมและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้า อาจจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพิ่มให้กับกิจการได้
  • เรียนรู้ โมเดลธุรกิจ 10 รูปแบบที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปปรับหรือทดลองใช้แบบเล็กๆ เพื่อเรียนรู้ และทดสอบความเป็นไปได้ว่ากิจการจะสามารถสร้างรายได้หรือมีกำไร ก่อนจะตัดสินใจดำเนินการในระยะยาวผ่านตัวอย่างสมมติของกิจการปลูกต้นไม้

เวลาในการอ่าน 5 นาที


โมเดลธุรกิจ (Business Model) หรือแบบจำลองของธุรกิจ เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจที่บ่งบอกรูปแบบวิธีการดำเนินการว่าสามารถสร้างคุณค่าให้กิจการได้อย่างไร ทั้งในด้านสินค้าบริการ การสร้างรายได้ สร้างกำไร ฯลฯ โดยโมเดลธุรกิจที่ดีต้องสามารถทำซ้ำได้ (repeatable) และขยายตัวได้ (scalable)

การมีโมเดลธุรกิจที่ดี จึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ  แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับภาวะที่ยากลำบาก ทั้งจากการแพร่ระบาดของโควิด19 การแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ตลอดจนรสนิยมและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้า ทำให้การมีโมเดลธุรกิจในแบบเดิมหรือมีเพียงแบบเดียวอาจไม่ตอบโจทย์หรือสร้างรายได้ไม่มากพอให้ธุรกิจไปรอดได้ ดังนั้นการปรับตัวของธุรกิจด้วยการพัฒนาหรือการค้นหาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ให้ทันเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า จึงมีความสำคัญมากเช่นกัน

ในบทความนี้ จึงขอเสนอโมเดลธุรกิจ 10 รูปแบบ ที่กิจการสามารถนำไปปรับหรือทดลองใช้ โดยอาจจะเริ่มแบบเล็กๆ เพื่อเรียนรู้ และทดสอบความเป็นไปได้ว่ากิจการจะสามารถสร้างรายได้หรือมีกำไร ก่อนจะตัดสินใจดำเนินการในระยะยาว ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายขึ้น จึงขอสมมติวิธีการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ โดยยกตัวอย่างของกิจการปลูกและขายต้นไม้มาเล่าประกอบ

1. เป็นตัวแทนจำหน่าย (become a distributor)

วิธีการ: เน้นการเป็นช่องทางในการจัดจำหน่าย โดยการมองหาว่าผู้ผลิตหรือผู้ปลูกต้นไม้รายใด ที่มีระบบตัวแทนจำหน่ายที่ผู้ประกอบการสามารถไปซื้อต้นไม้โดยตรงในจำนวนมาก (ไม่ต้องปลูกเองทั้งหมด) แล้วขายต่อให้กับกลุ่มอื่นๆ เช่น ผู้ค้าปลีกหรือลูกค้าในราคาที่สูงกว่า ซึ่งกิจการจะได้กำไรจากการซื้อสินค้าในราคาที่ถูก หรือได้รับส่วนลดจากบริษัทแม่

2. เป็นผู้ค้าส่ง (become a wholesaler)

วิธีการ: ผู้ประกอบการอาจจะเป็นผู้ปลูกต้นไม้เองและขายให้กับผู้ค้าปลีก หรือซื้อต้นไม้จากผู้จัดจำหน่าย เพื่อที่จะขายให้กับผู้ค้าปลีกหรือลูกค้าในจำนวนมาก และขายราคาส่ง

3. เสนอการสมัครสมาชิก (offer subscriptions)

วิธีการ: เปิดบริการให้ลูกค้าเป็นสมาชิก โดยโมเดลธุรกิจแบบสมัครสมาชิกจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากลูกค้าหรือสมาชิก อาจจะเป็นสมาชิกแบบรายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี สำหรับชุดผลิตภัณฑ์หรือบริการพิเศษบางอย่าง เช่น การส่งต้นไม้หรือเมล็ดพันธุ์ต้นไม้พิเศษ เช่นพันธุ์หายาก พันธุ์ที่เหมาะกับในแต่ละฤดู ให้แก่สมาชิกเท่านั้น

4.  บริการแบบฟรีเมียม (go freemium)

วิธีการ: ให้คำปรึกษาฟรีในการปลูกและเลี้ยงต้นไม้ แต่จะเรียกเก็บค่าสมาชิกพรีเมี่ยมสำหรับการให้ผู้เชี่ยวชาญไปวางแผนการปลูกและดูแลต้นไม้ถึงบ้าน หรือส่งผลิตภัณฑ์การดูแลต้นไม้ให้ทุกเดือน  เป็นต้น

5. กลายเป็นตลาด (become a marketplace)

วิธีการ: เชื่อมต่อผู้ซื้อและผู้ขายต้นไม้หายาก ในรูปแบบ marketplace เช่นอาจพัฒนาเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงผู้ปลูกต้นไม้หายากกับผู้สนใจปลูกต้นไม้ หรือนักออกแบบตกแต่งสวน สถาปนิกที่กำลังมองหาต้นไม้ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งผู้ประกอบการอาจได้รับเป็นค่าคอมมิชชั่นในแต่ละธุรกรรม เป็นต้น

6. สู่ผู้บริโภคโดยตรง (go direct-to-consumer)

วิธีการ: ปลูกและขายต้นไม้หายากผ่านโซเชียลมีเดีย เป็นโมเดลธุรกิจแบบ Direct-to-Consumer (D2C) โดยการตัดพ่อค้าคนกลางออกไป ผู้ประกอบการอาจมุ่งเน้นไปปลูกต้นไม้หายากหรือต้นไม้ที่แปลกใหม่ และขายให้กับผู้ที่สนใจโดยตรงเช่นการขายบน Instagram, Facebook, Pinterest และร้านค้าออนไลน์ของตัวเอง เป็นต้น

7. ขายและบริจาค หรือปลูกทดแทนที่ขายไป (sell  and donate)

วิธีการ: ผู้ประกอบการอาจปลูกต้นไม้หรือพืชชนิดอื่นๆ ทดแทนทุกครั้งที่ทำการขายได้ ซึ่งเป็นนโยบายของกิจการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยรูปแบบนี้เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ทางการตลาดและการสร้างแบรนด์ ที่จะช่วยให้ธุรกิจสร้างชื่อเสียงที่ดึงดูดใจลูกค้าที่คำนึงถึงสังคมหรือสิ่งแวดล้อม

8.  เสนอบริการให้คำปรึกษา (offer consulting service)

วิธีการ: ผู้ประกอบการอาจเป็นนักจัดสวน หรือจ้างนักจัดสวน เพื่อเปิดบริการให้คำปรึกษาด้านการจัดตกแต่งสวน ด้านการดูแลพันธุ์ต้นไม้แก่ลูกค้าหรือธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องการจะจัดสวนของตนเอง

9. สร้างเป็นแฟรนไชส์ (become a franchisee)

วิธีการ: เมื่อกิจการเติบโตมาจนมีฐานลูกค้า มีแบรนด์ มีรายได้ที่มั่นคงแล้ว การคิดทำแฟรนไชส์ก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก แต่ผู้ประกอบการควรต้องศึกษาหาความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมในการวางระบบการทำงานแฟรนไชส์ ให้เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน ช่วยให้การขยายจำนวนแฟรนไชส์ทำได้ง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยอาจจะเริ่มทำสาขาต้นแบบสำหรับการเรียนรู้จุดเด่นและจุดด้อยของธุรกิจ เพื่อจะได้นำไปพัฒนา แก้ไข ปรับปรุงและสาขาต้นแบบนี้เองที่จะถูกใช้ในการนำเสนอเพื่อขายแฟรนไชส์ในอนาคตต่อไป

10. หาพันธมิตรทางธุรกิจ (strategic partnership)

วิธีการ: ในยุคนี้การทำธุรกิจตัวคนเดียวอาจจะโตได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นเพื่อสร้างอิมแพคในการขยายธุรกิจให้เป็นที่รู้จัก หรือเติบโตได้เร็วขึ้น ผู้ประกอบการควรมองหาพันธมิตรเพื่อขยายธุรกิจ เพื่อเพิ่มทุน เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญ หรือเพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น อาทิเช่น การร่วมมือกับร้านคาเฟ่ในการจัดสวนให้ ซึ่งลูกค้าที่มากินกาแฟ เมื่อเห็นต้นไม้สวยๆ อาจจะเกิดความชอบ สนใจสั่งซื้อต้นไม้ หรือใช้บริการการจัดสวนของกิจการเราได้เช่นกัน

จากโมเดลธุรกิจข้างต้นทั้ง 10 รูปแบบนี้ ผู้ประกอบการควรพิจารณาเลือกบางรูปแบบมาทดลองทำก่อน โดยดูจากความพร้อมของกิจการทั้งด้านเงินทุน แรงงานและความสามารถ รวมถึงการวิเคราะห์และหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ใช่ให้เจอ เพราะความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของลูกค้าในยุคนี้ จะเป็นตัวบอกผู้ประกอบการให้ค้นหาวิธีการหรือโมเดลใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอันจะเป็นการช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งสามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้อย่างมั่นคง


ที่มา: https://squareup.com/us/en/townsquare/types-of-business-models
แปลและเรียบเรียงโดย
นุชนาถ  คุณความดี
ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ประกอบการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

การบริหารจัดการ

บทความก่อนหน้า

ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน (ตอนที่ 16)

บทความถัดไป

แนวทางจัดการและสื่อสาร..เมื่อกิจการต้องเผชิญปัญหาด้านชื่อเสียง