บทความ

>

ปรับ StoryTelling ให้เป็น StorySelling ได้อย่างไร

ปรับ StoryTelling ให้เป็น StorySelling ได้อย่างไร

HIGHLIGHT :

   การนำทักษะ Storytelling หรือการเล่าเรื่อง มาใช้ในธุรกิจ โดยการสอดแทรกคอนเทนต์ที่เป็นเรื่องจริง เติมด้วยรายละเอียด และทำให้เกิดอารมณ์ร่วม ทั้งในด้านความประทับใจ ความน่าสนใจ จนกระตุ้นให้คนรู้สึกอยากรู้จัก อยากซื้อสินค้าบริการของเรา นั่นจึงเป็นการนำประโยชน์ของ StoryTelling มาใช้ให้เป็น StorySelling

เวลาในการอ่าน 4 นาที


Storytelling หรือการเล่าเรื่อง เป็นทักษะการสื่อสารในรูปแบบหนึ่งที่อยู่ติดตัวกับทุกคนมาตั้งแต่ตอนที่เราเริ่มพูดคุย สามารถเล่าเรื่องต่างๆ ให้กับผู้อื่นได้ แต่แค่ที่ผ่านมาเราอาจไม่รู้หรือไม่ทันสังเกตว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่า Storytelling

แล้ว Storytelling คืออะไร?

Storytelling คือ การเล่าเรื่องจริง ที่มีรายละเอียดและต้องเล่าให้ได้อารมณ์ นั่นเอง

โดยทักษะการเล่าเรื่อง จะถูกนำมาใช้ในการสร้างแรงบันดาลใจ โน้มน้าวใจ จนสร้างความประทับใจให้กับผู้รับสาร เพราะหนึ่งเหตุผลสำคัญที่การเล่าแบบ Storytelling เป็นที่นิยมมากขึ้น คือ “เรื่องเล่า...ช่วยสร้างการจดจำ”

ดังนั้น หากผู้ประกอบการสามารถใช้ Storytelling ให้เป็น Storyselling เพื่อการสร้างภาพจำสินค้าบริการให้อยู่ในใจลูกค้า จนกระทั่งตัดสินใจซื้อสินค้าเราได้ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ อีกทั้งพลังของการเล่าเรื่องที่ดีและน่าสนใจ จะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเพิ่มโอกาสในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายที่ผู้ประกอบการบางส่วนมักจะคิดว่า “การเล่าเรื่องเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญ” หรือ “การเล่าเรื่องเป็นเรื่องยาก” แต่ในความเป็นจริงแล้วทักษะการเล่าเรื่อง ไม่ได้ยากจนพัฒนาไม่ได้ เจ้าของธุรกิจที่เล่าเรื่องเก่งๆ ส่วนใหญ่ล้วนมาจากการฝึกและฝึก โดยเริ่มที่ mindset ก่อนว่าทักษะนี้เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น เพราะการทำธุรกิจต้องใช้ทักษะการสื่อสาร การนำเสนอหรือแม้กระทั่งการเล่าเรื่อง ตั้งแต่การไปพบลูกค้า คู่ค้า การเปิด-ปิดการขาย การเจรจาต่อรอง รวมถึงการสื่อสารกับทีมผู้บริหาร พนักงานแทบทั้งสิ้น 

มาถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงเริ่มสนใจและอยากรู้ว่า การเล่าเรื่องมีกี่แบบ และแต่ละแบบเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

รูปแบบและวัตถุประสงค์ของการเล่าเรื่องแบบ Storyselling นั้น มีรูปแบบต่างๆ ดังนี้

1. เพื่อสร้างความสัมพันธ์ เพิ่มความน่าเชื่อถือ แนะนำสินค้าบริการให้น่าสนใจ

2. เพื่อเพิ่มความเข้าใจ ความชัดเจนในตัวสินค้าบริการ (ใช้กรณีสินค้าบริการมีความซับซ้อน ยากต่อการเข้าใจ)

3. เพื่อกระตุ้นให้เปิดใจ มองเห็นสินค้าในแง่มุมใหม่ (ที่ลูกค้าอาจจะเคยเข้าใจผิดมาก่อน)

4. เพื่อให้คล้อยตาม โน้มน้าวใจ

และเพื่อให้เห็นวิธีการเล่าเรื่องของธุรกิจ ที่นำรูปแบบ Storyselling มาปรับใช้ในการถ่ายทอดเรื่องราว และสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายว่าน่าสนใจอย่างไร มาดูกรณีศึกษาของธุรกิจร้านอาหาร บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด หรือ ร้านอาหาร โอ้กะจู๋ กัน

เริ่มตั้งแต่เมื่อเราเข้าไปรับประทานอาหารที่ร้าน แล้วเปิดเมนูเพื่อสั่งอาหาร ในหน้าแรกๆ จะพบเรื่องราวความเป็นมา และแรงบันดาลใจของผู้ก่อตั้งทั้ง 3 ท่าน คือคุณอู๋ คุณโจ้ และคุณต้อง ที่เขียนบรรยายไว้ว่า ทำไมพวกเขาถึงมาเปิดร้านอาหารกัน โดยขอสรุปเป็นข้อความสั้นๆ ดังนี้

“อุดมการณ์หลักที่พวกเรา 3 คนเห็นร่วมกันว่าจะปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์ วิธีธรรมชาติ โดยการออกแบบ และจัดการฟาร์มโดยที่ไม่พึ่งพาสารเคมีใดๆ คำนึงถึง  ผืนดิน ผลิตผล ระบบนิเวศ ครอบครัว และชุมชน พวกเราเริ่มจากปลูกผักสวนครัวทั่วไป และผักสลัดบางชนิด บนพื้นที่ปลูกที่ไม่มากนัก ผลผลิตที่ได้ก็จะนำไปประกอบอาหารรับประทานกันในครอบครัวด้วยเหตุผลที่ว่า “เราอยากให้คนในครอบครัวมีสุขภาพดีไม่อยากให้ครอบครัวได้รับสารพิษและสารเคมีตกค้าง” จึงเป็นที่มาของสโลแกน “ปลูกผักเพราะรักแม่”

หลังจากนั้น จึงคิดต่อยอดผลผลิตด้วยการสร้างคาเฟ่เล็กๆ สำหรับคนรักสุขภาพ ที่เน้นเมนูสลัดออร์แกนิคจากสวนของเรา ใช้คอนเซ็ปต์ว่า From farm to table จากเดิมที่เราปลูกผักให้รับประทานแค่คนในครอบครัว เมื่อมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เราเริ่มแจกจ่ายให้แก่เพื่อนบ้านและคนรู้จัก และค่อยๆ ส่งขายให้กับร้านอาหารทั่วเชียงใหม่ แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากร้านอาหารที่สนใจมีไม่มากนัก เพราะผักของเรามีราคาสูง และผักที่เราปลูกได้ มีผลผลิตในปริมาณน้อยกว่า หากเทียบกับผักที่ปลูกโดยใช้สารเคมี ส่งผลทำให้ต้นทุนของผักออร์แกนิคมีราคาสูงกว่า แต่เราก็ยังไม่ท้อ เพราะเรามีความหวังและความตั้งใจอยากจะให้คนเชียงใหม่ได้รับประทานผักที่ปลอดสารเคมี และปราศจากยาฆ่าแมลง อีกทั้งเราเชื่อมั่นว่าเราเดินมาถูกทางแล้วเพียงแต่เราต้องใช้ความอดทนและระยะเวลาในการพิสูจน์ตัวเองเท่านั้น

เราตั้งใจ และใส่ใจในอาหารทุกๆ จานแก่ลูกค้า โดยด้านอาหารเราได้ทำการปรับปรุงและพัฒนา 3 ด้านด้วยกัน ในด้านแรกคือ การใช้น้ำมันมะกอกในการประกอบอาหาร เพื่อให้ลูกค้าได้รับประทานกับผักออร์แกนิคสดๆ ตัดใหม่จากสวนของเราทุกวัน ในด้านที่ 2 อาหารประเภทของทอด เราเลือกใช้น้ำมันข้าวโพดที่มีจุดเดือดสูง ส่วนในด้านที่ 3 ด้านการล้างผักเราได้สร้างห้องล้างผักด้วยระบบโอโซน ที่มีความสามารถในการฆ่าเชื้อโรค ทำให้ผักคงความสด กรอบมากกว่าปกติ และด้านเมนูผักสลัดเราได้มีเมนูให้เลือกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเราได้ปลูกผักสลัดมากกว่า 25 ชนิด จากสวนผักของเราเอง ส่วนพืชผลชนิดอื่น ที่ปลูกได้ยาก เช่น แตงกวาญี่ปุ่น มะเขือเทศราชินี หน่อไม่ฝรั่ง ทางเราได้เพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่มีใจรักในการประกอบอาชีพเกษตรกร (เกษตรอินทรีย์) เป็นผู้ส่งวัตถุดิบให้เรา ถึงแม้ต้นทุนของเราเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวแต่เราก็พยายามหาวัตถุดิบที่เป็นเกษตรอินทรีย์มากเท่าที่เราจะหาได้ เพื่อนำมาเสิร์ฟให้ลูกค้าผู้รักสุขภาพที่ได้มอบโอกาสให้ร้านของเราดูแลคุณ”   

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า การเล่าเรื่องของธุรกิจ โดดเด่นตั้งแต่การตั้งชื่อบริษัท รวมถึงนำมาใช้เป็นสโลแกนของร้าน ธุรกิจบอกเล่าเรื่องราวว่า เริ่มจากพวกเขาเป็นใคร มาจากไหน ผ่านอะไรมาบ้าง จุดตัดสินใจ การมาถึงตรงนี้ได้อย่างไร ส่งมอบคุณค่าอะไรให้แก่ลูกค้าบ้าง

ซึ่งตรงกับรูปแบบ Storyselling ที่ธุรกิจต้องการเล่าเรื่องเพื่อสร้างความสัมพันธ์เริ่มต้นที่ดีกับลูกค้า เริ่มจากให้เห็นถึงความตั้งใจที่อยากจะส่งมอบอาหารดีๆ ให้แก่คุณแม่ (ที่เปรียบเสมือนตัวแทนความรักของครอบครัว) ซึ่งก็ตรงใจลูกค้าส่วนใหญ่ที่รักและอยากให้แม่ หรือคนในครอบครัวได้กินอาหารดีๆ ปลอดสารพิษ รวมถึงการเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยการบอกขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่ต้นทางจนกลายมาเป็นอาหารบนโต๊ะ (From farm to table) ที่ธุรกิจตั้งใจและใส่ใจต่อผู้บริโภคในทุกรายละเอียด โดยทั้งหมดนี้เป็นกลยุทธ์การเล่าเรื่อง ที่ธุรกิจบอกเล่าเรื่องจริง ใส่รายละเอียดที่สำคัญและเล่าได้อย่างมีอารมณ์ สามารถสร้างความประทับใจ และภาพจำที่ดีในใจลูกค้าได้อย่างแท้จริง

อย่างที่กล่าวมาข้างต้น การเล่าเรื่องนั้นไม่ยาก เพราะเป็นเรื่องของตัวผู้ประกอบการที่รู้ข้อมูล รู้รายละเอียดทุกอย่างของธุรกิจตัวเองดีอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้จักแปลงเรื่องราวเหล่านั้นให้ออกมาเป็น Storyselling เพราะท้ายที่สุดแล้วการทำธุรกิจย่อมต้องการให้เกิดการซื้อขายสินค้าบริการของเราให้ได้นั่นเอง


ที่มา: ส่วนหนึ่งจากการอบรม Storytelling for Leaders by Slingshot Group
เขียนโดย: นุชนาถ  คุณความดี
ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ประกอบการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

การบริหารจัดการ

บทความก่อนหน้า

ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน (ตอนที่ 13)