บทความ

>

ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน (ตอนที่ 9)

ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน (ตอนที่ 9)

HIGHLIGHT :

  • ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน (ตอนที่ 9) : ศักยภาพวัตถุดิบพลังงานทดแทนในประเทศ ทั้งในส่วนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น ชีวมวล ขยะ ก๊าซชีวภาพ ไบโอดีเซล ไบโอเอทานอล รวมถึงพลังงานทดแทนในรูปแบบใหม่ๆ อย่างไม้โตเร็ว

เวลาในการอ่าน 5 นาที


บทความชุด “ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน”

ตอนที่ 1 : ทำความเข้าใจกับก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ ภาวะโลกร้อนและผลกระทบ ตลอดจนข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่จะมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจ

ตอนที่ 2 : ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโลกจากสถาวะโลกร้อน รวมทั้งสรุปสถานการณ์ในมิติสังคมโลกที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ที่จะช่วย “ชี้เป็นชี้ตาย” ในการต่อสู้กับปัญหาโลกร้อนนี้

ตอนที่ 3 : แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย รวมถึงมาตรการในด้านต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งภาคธุรกิจควรได้รับทราบจะได้สามารถวางแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องไปได้อย่างเหมาะสม

ตอนที่ 4 : บทสรุปของการใช้พลังงานฟอสซิลที่ทำให้โลกร้อน และในมิติของภาคธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานฟอสซิล จะสามารถมีส่วนร่วมในการลดใช้พลังงานฟอสซิล เพื่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งจะย้อนกลับมาส่งผลดีต่อมูลค่าและความยั่งยืนขององค์กรในอนาคต

ตอนที่ 5 : การตระหนักถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เริ่มได้โดยการเก็บข้อมูลการใช้พลังงานของธุรกิจ เพื่อนำไปวิเคราะห์วางแผนในการลดผลกระทบดังกล่าว ถือเป็นการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นใจต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง และส่งผลดีต่อการเติบโตและความยั่งยืนขององค์กรในอนาคต

ตอนที่ 6 : รู้จักกับพลังงานทดแทน (Renewable Energy) ประเภทต่างๆ ที่ธุรกิจควรหันมาให้ความสำคัญ และสามารถเลือกนำมาใช้ทดแทนพลังงานฟอสซิลเพื่อลดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้

ตอนที่ 7 : เทรนด์ใหม่ๆ เกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ในปัจจุบัน และพลังงานหมุนเวียนกับเป้าหมายการลดโลกร้อนของไทย

ตอนที่ 8 : สรุปเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ของกระทรวงพลังงาน

บทความตอนนี้ เป็นตอนต่อเนื่องจากบทที่แล้ว ซึ่งได้สรุปสาระสำคัญของแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ. ศ. 2561-2580 ของกระทรวงพลังงานไปบางส่วนแล้ว ในตอนนี้จะกล่าวถึงศักยภาพวัตถุดิบพลังงานทดแทนในประเทศ ทั้งในส่วนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันและในส่วนที่เป็นรูปแบบใหม่ๆ

1. ศักยภาพวัตถุดิบพลังงานทดแทนประเภทเดิม

1.1 ชีวมวล

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานได้ประเมินศักยภาพชีวมวลจากเศษวัสดุทางการเกษตรในประเทศในปี พ.ศ. 2561 โดยแบ่งออกเป็นชีวมวลที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและชีวมวลที่เกิดขึ้นบริเวณพื้นที่เพาะปลูกดังนี้

- ชีวมวลที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร อาทิเช่น กากอ้อยจากอุตสาหกรรมน้ำตาล แกลบจากโรงสีข้าว ใยปาล์มและทะลายปาล์มเปล่าที่ได้จากอุตสาหกรรมสกัดน้ำมันปาล์มดิบ เป็นต้น ชีวมวลเหล่านี้ส่วนใหญ่นำไปใช้เพื่อผลิตพลังงานหรือจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงแล้วเกือบทั้งหมด เช่น กากอ้อยถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าและไอน้ำในอุตสาหกรรมน้ำตาลหรือแกลบที่เกิดขึ้นในโรงสีข้าวขนาดใหญ่ ถูกจำหน่ายให้โรงไฟฟ้าชีวมวลสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เป็นต้น

- ชีวมวลที่เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่เพาะปลูก จะเกิดจากชีวมวลส่วนที่เหลือภายหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตของเกษตรกร ได้แก่ เหง้ามันสำปะหลัง ฟางข้าว ยอดและใบอ้อย ตอและรากไม้ยางพารา เป็นต้น ชีวมวลเหล่านี้ไม่นิยมนำมาผลิตพลังงานเนื่องจากมีต้นทุนสูงในการรวบรวมและขนส่งจากพื้นที่เพาะปลูกไปยังสถานที่ใช้งานที่อยู่ห่างไกล ชีวมวลเหล่านี้จึงมักถูกทิ้งไว้ในพื้นที่เพาะปลูกเพื่อให้ย่อยสลายกลายเป็นสารปรับปรุงดิน หรือถูกเผาทำลายในพื้นที่เพาะปลูก

จากข้อมูลสรุปไว้ว่าในปี 2560 ชีวมวลในประเทศทุกประเภทชีวมวลที่เกิดขึ้นมีขนาดถึง 296.34 ล้านตัน/ปี ในขณะที่ชีวมวลที่ถูกนำไปใช้ในภาคเกษตรกรรม มีขนาด 18.2 ล้านตัน/ปี ในภาคอุตสาหรรม 118.34 ล้านตัน/ปี ทำให้มียอดคงเหลือประมาณ 159.80 ล้านตัน/ปี ซึ่งหากนำไปพัฒนาหาวิธีใช้อย่างมีประสิทธิภาพได้อีกก็จะเพิ่มปริมาณพลังงานทดแทนในประเทศได้

1.2 ขยะ

กรมควบคุมมลพิษได้แสดงข้อมูลปริมาณขยะมูลฝอยทั่วประเทศในปี 2561 พบว่ามีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นประมาณ 27.93 ล้านตัน หรือประมาณ 76,529 ตัน/วัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากร การขยายตัวของชุมชนเมือง การส่งเสริมการท่องเที่ยว การบริโภคที่มากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณขยะมูลฝอยในหลายพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีนโยบายให้ทุกจังหวัด รวมกลุ่มพื้นที่ในการจัดการขยะมูลฝอย (Clusters) ขององค์กรปกครองท้องถิ่นจำนวนกว่า 7,800 แห่งทั่วประเทศ โดยแบ่งกลุ่มพื้นที่ตามปริมาณขยะรวม 324 กลุ่มดังนี้

(1) กลุ่มพื้นที่การจัดการมูลฝอยขนาดใหญ่ ขยะมากกว่า 500 ตันต่อวัน จำนวน 10 กลุ่ม

(2) กลุ่มที่พื้นที่การจัดการมูลฝอยขนาดกลาง ขยะ 300-500 ตันต่อวัน จำนวน 11 กลุ่ม

(3) กลุ่มพื้นที่การจัดการมูลฝอยขนาดเล็ก ขยะน้อยกว่า 300 ตันต่อวัน จำนวน 303 กลุ่ม

 กระทรวงมหาดไทยได้ประเมินสถานะโครงการกำจัดขยะเพื่อผลิตไฟฟ้าของกลุ่มพื้นที่จำนวน 56 โครงการว่ามีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าเพื่อขายเข้าสู่ระบบสายส่งภายในปี พ.ศ. 2568 จำนวน 400 เมกะวัตต์ กลุ่มพื้นที่ที่เหลืออาจมีศักยภาพในการรวบรวมขยะเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตพลังงานประเภทอื่นๆ ได้แก่ พลังงานความร้อน และน้ำมันไพโรไลซิสจากขยะพลาสติก เป็นต้น

ที่ผ่านมามีการนำขยะไปใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังงานความร้อน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์ที่นำขยะเชื้อเพลิง (Refuse Derived Fuel : RDF) ไปใช้ทดแทนเชื้อเพลิงจากถ่านหินบางส่วนในกระบวนการผลิต ความต้องการใช้ RDF จะขึ้นอยู่กับราคาถ่านหิน หากถ่านหินมีราคาสูงปริมาณการใช้ RDF ก็จะสูงตามไปด้วย

ในส่วนของขยะอุตสาหกรรม ข้อมูลจากสำนักบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรมพบว่าในปี 2560 มีกากอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นอันตราย 32.95  ล้านตัน  และกากอุตสาหกรรมที่เป็นอันตราย 1.95 ล้านตัน การนำขยะอุตสาหกรรมมาผลิตเป็นพลังงานด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้นำขยะอุตสาหกรรมเข้าสู่ระบบการจัดการขยะที่ถูกต้องด้วย

1.3 ก๊าซชีวภาพ

แหล่งผลิตก๊าซชีวภาพที่สำคัญ คือ น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและฟาร์มปศุสัตว์ ซึ่งส่วนใหญ่มีสารอินทรีย์เป็นองค์ประกอบหลักที่เมื่อถูกย่อยสลายด้วยกระบวนการทางชีวภาพในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน ทำให้เกิดก๊าซชีวภาพที่มีก๊าซมีเทนเป็นองค์ประกอบสำคัญ สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซหุงต้ม น้ำมันเตา และไฟฟ้าในกระบวนการผลิต ที่ผ่านมาโรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและฟาร์มปศุสัตว์ได้นำก๊าซชีวภาพจากน้ำเสีย ของเสียมาใช้ประโยชน์ เพื่อผลิตเป็นพลังงานแล้วเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านเชื้อเพลิงให้กับผู้ประกอบการและสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือ น้ำเสียที่ผ่านกระบวนการบำบัดแบบไม่ใช้ออกซิเจนจะมีคุณภาพน้ำที่ดีขึ้น จึงช่วยลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบโรงงานและฟาร์มปศุสัตว์ได้อีกด้วย จากข้อมูลพบว่าในปี 2561 มีก๊าซชีวภาพ น้ำเสีย อุตสาหกรรมและฟาร์มปศุสัตว์ทั้งสิ้น 3,609 ล้านลูกบาตรเมตรต่อปีที่ผลิตได้  และมีปริมาณก๊าซชีวภาพที่ถูกนำไปใช้ผลิตพลังงานแล้ว 2,470 ล้านลูกบาตรเมตรต่อปี จึงคงเหลือสิ่งที่เรียกว่าปริมาณศักยภาพก๊าซชีวภาพคงเหลือ ประมาณ 1,139 ล้านลูกบาตรเมตรต่อปี

1.4 ไบโอดีเซล

สำหรับในประเทศไทยในปัจจุบันน้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตไบโอดีเซล การประเมินศักยภาพวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล พิจารณาตามการทบทวนยุทธศาสตร์การปฏิรูปปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบ โดยตามแผนจะไม่ขยายพื้นที่ปลูก แต่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตซึ่งสรุปได้ดังนี้

- เพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันซึ่งในปี 2563 อยู่ในระดับ 19% และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปลายแผนปี 2580 เป็น 23%

- เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ปลายแผนมีเป้าหมายเป็น 3.7 ตัน/ไร่/ปี

- เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขยายพื้นที่ในระบบแปลงใหญ่ และกลุ่มผลิตปาล์มน้ำมันคุณภาพ

ทั้งนี้เป้าหมายการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มจะเพิ่มเติมจาก 4.88 – 7.44 ล้านลิตรต่อวัน ในช่วงปี 2561-2565 เป็น 10.46-10.96 ล้านลิตร/วัน ในช่วงปี 2576-2580

1.5 ไบโอเอทานอล

ผลผลิตทางการเกษตรส่วนเกินที่เหลือใช้จากการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกแล้วสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอเอทานอลเชิงพาณิชย์ ได้แก่ กากน้ำตาลซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาลจากอ้อยและมันสำปะหลัง จึงต้องพิจารณายุทธศาสตร์เกี่ยวกับสินค้าเกษตรดังกล่าว

(1) ยุทธศาสตร์มันสำปะหลัง พ.ศ. 2558-2569 มีเป้าหมายคงพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง 8.5 ล้านไร่ และเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังจาก 3.5 ตัน/ไร่/ปี ในปี 2557 เป็น 5 ตัน/ไร่/ปี ในปี 2562 และ 7 ตัน/ไร่/ปี ในปี 2569  ซึ่งคาดว่าจะทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นเป็น 42.5 ล้านตัน และ 59.5 ล้านตันในปี 2562 และปี 2569 ตามลำดับ ซึ่งจะทำให้มีระดับผลผลิตส่วนเกินที่เหลือมีปริมาณเพิ่มขึ้นเพื่อผลิตไบโอเอทานอลได้มากขึ้น

(2) ยุทธศาสตร์อ้อยโรงงานและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2558-2569 มีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยจาก 10 ล้านไร่ เป็น 16 ล้านไร่ โดยคาดว่าจะให้ผลผลิตอ้อยได้ 182 ล้านตันในปี 2569 ปริมาณกากน้ำตาลที่คาดว่าจะใช้ผลิตไบโอเอทานอลได้ ประเมินโดยคำนึงถึงกากน้ำตาลที่ใช้ในการบริโภคในประเทศแล้ว เช่น ในการผลิตสุรา อาหารสัตว์และผงชูรส เป็นต้น และ ในอนาคตจะมีการใช้น้ำอ้อยหรือน้ำเชื่อมมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลด้วย

เป้าหมายในการผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง ถูกคาดหมายว่าจะเพิ่มจาก 1.19 ล้านลิตรต่อวัน ในปี 2561 เพิ่มเป็น 2.50 ล้านลิตรต่อวัน ในปี 2569 ในส่วนของกากน้ำตาลจากอ้อยซึ่งในปี 2561 สามารถผลิตเอทานอลได้ 2.87 ล้านลิตรต่อวัน ถูกคาดหวังว่าจะเพิ่มขึ้น 4.72 ล้านลิตรต่อวันในปี 2569

2. ศักยภาพการจัดหาวัตถุดิบพลังงานทดแทนในรูปแบบใหม่ๆ

ไม้โตเร็ว

ชีวมวลที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เพื่อผลิตพลังงานหรือจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงแล้วเกือบหมด ในขณะที่ชีวมวลส่วนที่เหลือภายหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่เพาะปลูกก็ไม่เป็นที่นิยมในการนำมาใช้ผลิตเป็นพลังงาน เนื่องจากมีต้นทุนในการรวบรวมและขนส่งสูง ทำให้ชีวมวลที่สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้จึงมีอยู่อย่างจำกัด การปลูกต้นไม้โตเร็ว จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานได้ในอนาคต โดยเป็นเชื้อเพลิงที่สามารถจัดหาได้ในปริมาณมากและคงที่ถูกฤดูกาลตลอดปีจากพันธุ์ไม้โตเร็วที่สามารถปลูกได้ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ จากข้อมูลพบว่าพื้นที่ที่มีศักยภาพในการปลูกต้นไม้โตเร็วทั่วประเทศว่ามีศักยภาพราว 51 ล้านไร่ พื้นที่ที่พิจารณาประกอบไปด้วย นาดอนนอกเขตชลประทาน (19 ล้านไร่) พื้นที่ทำไร่ผลผลิตต่ำ (6.1 ล้านไร่) พื้นที่ที่รัฐบาลมีนโยบายปลูกพืชทดแทน (4.2 ล้านไร่) พื้นที่ทิ้งร้าง นาร้าง และรกร้างว่างเปล่า (10 ล้านไร่) พื้นที่ที่ดิน ส.ป.ก (1.7 ล้านไร่) ที่ดินป่าเสื่อมโทรมของกรมป่าไม้ (10 ล้านไร่) ซึ่งรวมแล้วคาดการณ์ว่าจะมีศักยภาพการผลิตไฟฟ้า 10,200-25,500 เมกะวัตต์

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืนและนวัตกรรม
ESG
ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน

บทความก่อนหน้า

10 วิธีลดสินค้าคงเหลือ

บทความถัดไป

ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน (ตอนที่ 10)