บทความ

>

ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน (ตอนที่ 8)

ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน (ตอนที่ 8)

HIGHLIGHT :

  • ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน (ตอนที่ 8) : สรุปเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจที่อาจใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนและตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกต่อไป

เวลาในการอ่าน 5 นาที


บทความชุด “ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน”

ตอนที่ 1 : ทำความเข้าใจกับก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ ภาวะโลกร้อนและผลกระทบ ตลอดจนข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่จะมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจ

ตอนที่ 2 : ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโลกจากสถาวะโลกร้อน รวมทั้งสรุปสถานการณ์ในมิติสังคมโลกที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ที่จะช่วย “ชี้เป็นชี้ตาย” ในการต่อสู้กับปัญหาโลกร้อนนี้

ตอนที่ 3 : แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย รวมถึงมาตรการในด้านต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งภาคธุรกิจควรได้รับทราบจะได้สามารถวางแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องไปได้อย่างเหมาะสม

ตอนที่ 4 : บทสรุปของการใช้พลังงานฟอสซิลที่ทำให้โลกร้อน และในมิติของภาคธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานฟอสซิล จะสามารถมีส่วนร่วมในการลดใช้พลังงานฟอสซิล เพื่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งจะย้อนกลับมาส่งผลดีต่อมูลค่าและความยั่งยืนขององค์กรในอนาคต

ตอนที่ 5 : การตระหนักถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เริ่มได้โดยการเก็บข้อมูลการใช้พลังงานของธุรกิจ เพื่อนำไปวิเคราะห์วางแผนในการลดผลกระทบดังกล่าว ถือเป็นการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นใจต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง และส่งผลดีต่อการเติบโตและความยั่งยืนขององค์กรในอนาคต

ตอนที่ 6 : รู้จักกับพลังงานทดแทน (Renewable Energy) ประเภทต่างๆ ที่ธุรกิจควรหันมาให้ความสำคัญ และสามารถเลือกนำมาใช้ทดแทนพลังงานฟอสซิลเพื่อลดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้

ตอนที่ 7 : เทรนด์ใหม่ๆ เกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ในปัจจุบัน และพลังงานหมุนเวียนกับเป้าหมายการลดโลกร้อนของไทย

บทความตอนนี้จะสรุปเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2561-2580 ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องต่างๆ รวมทั้งภาคธุรกิจที่จะได้เห็นทิศทางการพัฒนาและส่งเสริมพลังงานเหล่านี้ของไทยและอาจใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนและตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกต่อไป

1. ข้อมูลพื้นฐาน

ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกสรุปไว้ในตารางที่ 1 ดังต่อไปนี้

จากข้อมูลข้างต้นชี้ให้เห็นว่าการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยตลอด ในช่วงปี 2559-2561 ทั้งในส่วนการสร้างพลังงานไฟฟ้าและพลังงานความร้อน โดยแหล่งของพลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวลมีบทบาทมากที่สุด อย่างไรก็ดียังมีโอกาสที่จะเพิ่มกำลังการสร้างพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกได้มากขึ้นอีกในอนาตคเนื่องจากข้อมูลสัดส่วนพลังงานทดแทนต่อการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย ณ ปี 2561 มีอัตราส่วนเพียง 15.48% เท่านั้น

2. นโยบายที่เกี่ยวข้อง

ในการพัฒนาและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก มีนโยบายที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้

2.1 นโยบายและแผนงานที่มีผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก

  • ยุทธศาสตร์มันสำปะหลัง พ.ศ. 2558-2569
  • ยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2558-2569
  • ยุทธศาสตร์การปฏิรูปปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบ พ.ศ. 2560-2579
  • ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการจัดการขยะมูลฝอยของประเทศไทย พ.ศ. 2560
  • กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการขอและพิจารณาให้ความยินยอมหรืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฎิรูปที่ดิน พ.ศ. 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

2.2 นโยบายและแผนงานที่มีผลกระทบต่อการส่งเสริมการผลิตการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก

  • นโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก
  • แผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579
  • พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562
  • ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง ระยะ 20 ปี ( พ.ศ. 2561-2580)
  • นโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า

3. สาระสำคัญของแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2561-2580

3.1 เป้าหมายและตัวชี้วัด

แผนพัฒนาฯ นี้กำหนดเป้าหมายไว้ดังนี้

“เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกในรูปของพลังงานไฟฟ้า ความร้อนและเชื้อเพลิงชีวภาพ ต่อการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายที่ร้อยละ 30 ในปี 2580”

ตัวชี้วัดตามเป้าหมาย

“การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกต่อการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายร้อยละ 30 ในปี 2580”

ทั้งนี้มีการพยากรณ์ความต้องการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย ณ ปี 2580 อยู่ที่ระดับ 126,867 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) ซึ่งจะเป็นฐานเพื่อคำนวณเป้าหมาย (30%) สำหรับให้เป็นการจัดหาและใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก

3.2 การประเมินศักยภาพและแนวทางการจัดหาเชื้อเพลิง

พลังงานแสงอาทิตย์

ในการวัดปริมาณแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบบนพื้นที่หนึ่งๆ ในเวลาหนึ่งวันจะวัดเป็นหน่วยที่เรียกว่า “เมกะจูลต่อตารางเมตร-วัน (MJ/m²-day)” ซึ่งจะสะท้อนค่าความเข้ารังสีอาทิตย์เฉลี่ยตลอดทั้งปี จากข้อมูลปี 2560 พบว่าประเทศไทยมีค่าความเข้มรังสีอาทิตย์เฉลี่ยเท่ากับ 17.6 MJ/m²-day ซึ่งถือว่ามีค่าสูง สามารถนำมาใช้ประโยชน์เป็นพลังงานได้ทุกพื้นที่ของประเทศทั้งในการผลิตไฟฟ้าและพลังงานความร้อน

พลังงานลม

ข้อมูลสรุปได้ว่า ประเทศไทยตั้งอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตรจึงมีความเร็วลมค่อนข้างต่ำ ดังนั้นการใช้พลังงานลมจะต้องคัดเลือกหรือพัฒนาเทคโนโลยีกังหันลมที่เหมาะสมกับสภาพของลมในประเทศไทย เช่นบริเวณพื้นที่แคบๆ ที่เกิดจากภูมิประเทศเฉพาะที่ เช่น เนินเขา ช่องเขา หรือยอดเขา ซึ่งจะช่วยเร่งให้ความเร็วลมสูงขึ้น ในพื้นที่ภาคใต้มีความเร็วลมค่อนข้างสูงกว่าภาคอื่น โดยเฉพาะภาคใต้ตอนล่างและด้านตะวันตกของภาคใต้ตอนบน เนื่องจาก ได้รับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากทะเลอันดามันและลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจากอ่าวไทยและมีสิ่งกีดขวางทางลมน้อย

สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและด้านตะวันออกของภาคที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นช่องเขาจะมีความเร็วลมเฉลี่ยที่ดี ส่วนภาคเหนือพื้นที่จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมค่อนข้างน้อยและภาคกลางเนื่องจากเป็นที่ราบลุ่ม ลมค่อนข้างสงบตลอดทั้งปี ดังนั้นการพัฒนาพลังงานลมจึงต้องดูพื้นที่ที่มีศักยภาพของพลังงานลมด้วย

พลังงานน้ำ

จนถึงปี 2561  ไทยมีโรงงานไฟฟ้าพลังงานน้ำขนาดใหญ่ทั้งสิ้น 2,920 เมกะวัตต์  แม้ว่าปัจจุบันจะไม่สามารถพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ขึ้นมาได้อีก ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ แต่ยังคงมีการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าเดิมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ และพัฒนาโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กระหว่างปี 2561-2580 ดังนี้


พลังงานความร้อนใต้ภิภพ

แหล่งน้ำพุร้อนจากความร้อนใต้ภิภพของประเทศไทยมีจำนวน 120 แหล่งมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 43,000 กิโลวัตต์ กว่าร้อยละ 90 ของศักยภาพทั้งประเทศกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ การใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำพุร้อนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของอุณหภูมิ อัตราการไหล และคุณสมบัติทางเคมีของน้ำพุร้อนในแต่ละแหล่ง

จากการประเมินศักยภาพของแหล่งพลังงานทดแทนที่มาจากแหล่งธรรมชาติต่างๆ รวมถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและลักษณะของภูมิประเทศ ภาคธุรกิจสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบเพื่อวางแผนพัฒนาพลังงานทดแทนเหล่านี้นำมาผลิตเป็นพลังงานทางเลือกใว้ใช้เองได้  ซึ่งก็จะถือว่าเป็นการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพลังงานอีกด้วย


เขียนโดย : ดร.กฤษฎา เสกตระกูล, CFP®   
รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืนและนวัตกรรม
ESG
ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน

บทความก่อนหน้า

ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน (ตอนที่ 7)