บทความ

>

ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน (ตอนที่ 3)

ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน (ตอนที่ 3)

HIGHLIGHT :

  • ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน (ตอนที่ 3) : แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย รวมถึงมาตรการในด้านต่างๆ ทั้ง 15 มาตรการ เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ.2573  ซึ่งภาคธุรกิจควรได้รับทราบจะได้สามารถวางแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องไปได้อย่างเหมาะสม

เวลาในการอ่าน 4 นาที


บทความชุด “ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน”

ตอนที่ 1 : ทำความเข้าใจกับก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ ภาวะโลกร้อนและผลกระทบ ตลอดจนข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่จะมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจ

ตอนที่ 2 : ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโลกจากสถาวะโลกร้อน รวมทั้งสรุปสถานการณ์ในมิติสังคมโลกที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ที่จะช่วย “ชี้เป็นชี้ตาย” ในการต่อสู้กับปัญหาโลกร้อนนี้

ในตอนนี้จะเริ่ม Share ให้เห็นข้อมูลเกี่ยวกับ Roadmap ของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งภาคธุรกิจควรได้รับทราบจะได้สามารถวางแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องไปได้อย่างเหมาะสม

1. แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี 2564-2573

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เปิดเผยใน mitigation.onep.go.th ได้สรุปไว้ว่า จากรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) ได้ระบุให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีความเปราะบางสูงต่อผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับประเทศไทยได้รับการจัดลำดับจากองค์กร Germanwatch ให้เป็นหนึ่งในสิบประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว ในขณะเดียวกันในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและมีการเติบโตของพื้นที่เมืองอย่างต่อเนื่อง จึงมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2543 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ไม่รวมภาคการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและป่าไม้) คิดเป็น 226.09 ล้านต้นคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และเพิ่มเป็น 318.66 ล้านต้นคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2556

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความรุนแรงส่งผลให้เกิดความร่วมมือของประชาคมโลกเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้แก่ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) กำหนดให้ทุกประเทศเสนอเป้าหมายและความก้าวหน้าของการดำเนินงานภายในประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นระยะ ทั้งนี้ ความตกลงดังกล่าวมีผลดีในการสร้างกลไกให้เกิดการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะจากประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป 28 ประเทศ และอินเดีย เป็นต้น ทั้งนี้การลดความรุนแรงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวต้องอาศัยความร่วมมือกันของประชาคมโลก ไม่สามารถดำเนินการโดยประเทศหนึ่งประเทศใดได้ ดังนั้นการมีส่วนร่วมของประเทศไทยภายใต้ความตกลงปารีสนี้จึงมีผลผูกพันให้ประเทศไทยต้องเร่งเตรียมความพร้อมในการดำเนินการสร้างศักยภาพในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยเช่นกัน

สำหรับการดำเนินงานของประเทศไทย นับตั้งแต่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เมื่อปี พ.ศ. 2537 ประเทศไทยได้ดำเนินการร่วมกับนานาประเทศในการรักษาระดับความความเข้มข้นของปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ และตั้งรับปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ประเทศไทยได้จัดส่งข้อเสนอการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายหลังปี พ.ศ. 2563 (Intended Nationally Contribution : INDC) ไปยังสำนักงานเลขาธิการ UNFCC โดยมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยภายหลังปี พ.ศ.2563 ที่ร้อยละ 20-25 จากกรณีปกติ

ต่อมาคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 เห็นชอบให้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นนโยบายสำคัญของประเทศ เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2559 โดยให้สำนักงบประมาณและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2559 ได้มีมติมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนที่นำทาง (Roadmap) ซึ่งระบุแนวทางและมาตรการในรายละเอียดเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกที่ได้ตั้งไว้ หรือเรียกแผนนี้ว่า NDC Roadmap on Mitigation 2021-2030

ในการดำเนินการเพื่อเป็นไปตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ.2573 นั้น คณะทำงานจัดทำแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้ยกร่างแผนที่นำทางแยกตามรายสาขาด้วย เช่น สาขาพลังงานและขนส่ง สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ และสาขาการจัดการของเสีย เป็นสาขาที่เป็นแผนหลักของหน่วยงานที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการดำเนินงานที่สามารถสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกได้ คิดเป็นศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก ณ ปี พ.ศ.2573 รวมทั้งสิ้น 115.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าซึ่งจะเป็นไปตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ 111 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าหรือร้อยละ 20 จากกรณีปกติ โดยมาตรการตามแผนงานที่จะส่งผลต่อการลดก๊าซเรือนกระจก ประกอบด้วยมาตรการในสาขาพลังงานและขนส่ง 9 มาตรการ มาตรการในสาขาการจัดการของเสีย 4 มาตรการ และมาตรการในกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ 2 มาตรการ รวมทั้งสิ้น 15 มาตรการ โดยที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนดผู้รับผิดชอบหลัก ผู้สนับสนุนและกลุ่มเป้าหมายในการดำเนินมาตรการ

2. มาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (พ.ศ.2564-2573)

เป้าหมายการลด   ศักยภาพรวม ณ ปี พ.ศ. 2573 เท่ากับ 115.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

มาตรการในสาขาพลังงานและขนส่ง

เป้าหมายการลดของสาขาพลังงานและขนส่ง  

ศักยภาพรวม ณ ปี พ.ศ. 2573 เท่ากับ 113 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

มาตรการในสาขาพลังงานและขนส่ง
ล้านตันคาร์บอน
ไดออกไซด์เทียบเท่า
มาตรการด้านการผลิตไฟฟ้า
6
1) มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานจลไฟฟ้า
6
2) มาตรการผลิตไฟฟ้ามาจากพลังงานทดแทน
18
   
มาตรการด้านการใช้พลังงานในครัวเรือน  
3) มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในครัวเรือน
4
4) มาตรการผลิตไฟฟ้ามาจากทดแทนในครัวเรือน
   
มาตรการใช้พลังงานในอาคารเชิงพาณิชย์ (รวมอาคารรัฐ)  
5) มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร
1
   
มาตรการด้านการใช้พลังงานในอุตสาหกรรม  
6) มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอุตสาหกรรม
11
7) มาตรการใช้พลังงานทดแทนในอุตสาหกรรม
32
   
มาตรการด้านการคมนาคมขนส่ง  
8) มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในการคมนาคมขนส่ง
31
9) มาตรการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับยานพาหนะ
10

มาตรการในสาขาการจัดการของเสีย

เป้าหมายการลดของสาขาการจัดการของเสีย            

ศักยภาพรวม ณ ปี พ.ศ. 2573 เท่ากับ 2.0 ล้านต้นคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

มาตรการในสาขาการจัดการของเสีย
ล้านตันคาร์บอน
ไดออกไซด์เทียบเท่า
มาตรการด้านการจัดการขยะ  
 10) มาตรการลดปริมาณขยะ
1.3
   
มาตรการด้านการจัดการน้ำเสีย  
11) มาตรการเพิ่มการผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียอุตสาหกรรมด้วยการนำก๊าซมีเทนกลับมาใช้ประโยชน์
0.7
12) มาตรการจัดการน้ำเสียอุตสาหกรรมอื่นๆ และ  
13) มาตรการจัดการน้ำเสียชุมชน  

มาตรการในสาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์

เป้าหมายการลดของสาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมฯ          

ศักยภาพรวม ณ ปี พ.ศ.2573 เท่ากับ  0.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

มาตรการในสาขากระบวนการทางอุตสาหกรรม
และการใช้ผลิตภัณฑ์
ล้านตันคาร์บอน
ไดออกไซด์เทียบเท่า
มาตรการด้านการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม
 
 14) มาตรการทดแทนปูนเม็ด         
0.3
 15) มาตรการทดแทน/ ปรับเปลี่ยนสารทำความเย็น    
0.3

ภาคธุรกิจอาจลองพิจารณาว่าในกระบวนการทำธุรกิจของตนเกี่ยวข้องมากน้อยกับมาตรการใน 3 สาขา แล้วอาจเริ่มจากการสำรวจและประเมินสถานะว่าธุรกิจของเรามีส่วนสร้างก๊าซเรือนกระจกอย่างไรและเท่าใด และถ้าเราร่วมสร้างเป้าหมายที่จะลดก๊าซเรือนกระจกร่วมกับภาครัฐให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 จากปัจจุบัน ก็อาจเป็นแนวทางตั้งต้นที่ดีเพื่อลดปัญหาโลกร้อนในปัจจุบัน


เขียนโดย : ดร.กฤษฎา เสกตระกูล, CFP®   
รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืนและนวัตกรรม
ESG
ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน

บทความก่อนหน้า

ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน (ตอนที่ 2)

บทความถัดไป

ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน (ตอนที่ 4)