บทความ

>

ทำไมจึงต้องให้ความสนใจในการสอบบัญชี

ทำไมจึงต้องให้ความสนใจในการสอบบัญชี

HIGHLIGHT:

  • ผู้บริหารของกิจการมีความรับผิดชอบในการจัดทำและนำเสนองบการเงิน
  • ผู้สอบบัญชีมีความรับผิดชอบในการรวบรวมหลักฐานการตรวจสอบเพื่อนำมาสรุปและแสดงความเห็นต่องบการเงินที่ตรวจสอบ
  • บุคคลทั้งภายในและภายนอกกิจการจำเป็นต้องใช้ข้อมูลทางการเงินและรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ

เวลาในการอ่าน 5 นาที


สิ้นปีผ่านไปแล้วอย่างรวดเร็ว เริ่มเข้าสู่ปีใหม่ แต่งานทางบัญชีของกิจการยังไม่จบเสียที เพราะว่า งบการเงินของปีที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้น ต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (Certified Public Accountant : CPA) ก่อนที่จะนำส่งงบการเงินไปยังหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ ของไทย เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นลำดับต่อไป ฤดูกาลการตรวจสอบงบการเงินของผู้สอบบัญชีจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นปีใหม่ก็ว่าได้ รวมทั้งเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร พนักงานบัญชี บุคลากรต่างๆ ของกิจการก็ต้องจัดเตรียมข้อมูลทางการเงิน เพื่อให้ผู้สอบบัญชีสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบได้อย่างเหมาะสม

ผู้บริหารของกิจการมีความรับผิดชอบอย่างไรต่องบการเงิน

แล้วทำไมผู้บริหารของกิจการจึงต้องให้ความสนใจในการสอบบัญชีด้วย ก็เพราะว่างานสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต  เป็นกระบวนการหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงในการใช้ข้อมูลของผู้ใช้งบการเงิน อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงเกี่ยวกับการทุจริตหรือข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นในงบการเงินได้อีกด้วย โดยผู้บริหารของกิจการจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำงบการเงิน ซึ่งหมายความว่า ผู้บริหารอาจจะไม่ต้องมานั่งทำงบการเงินด้วยตนเอง แต่มอบหมายให้พนักงานบัญชีของกิจการหรือมีการว่าจ้างสำนักงานทำบัญชีภายนอกกิจการ เป็นผู้รวบรวมข้อมูลทางการเงินเพื่อนำมาจัดทำงบการเงิน แต่อย่างไรก็ดี ผู้บริหารของกิจการเหล่านั้นต้องรับผิดชอบต่อรายการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในงบการเงิน ผู้บริหารจะไม่สนใจ ละเลยการจัดทำบัญชี หรือปฏิเสธไม่รู้ไม่ทราบรายการที่ปรากฎในงบการเงินที่ตนรับผิดชอบคงมิได้

ผู้สอบบัญชีมีความรับผิดชอบอย่างไรต่องบการเงิน

กระบวนการสอบบัญชี เริ่มตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงก่อนการตอบรับงานจากกิจการ การวางแผนการตรวจสอบ การรวบรวมหลักฐานการตรวจสอบ ไปสู่การสรุปผลการตรวจสอบในรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต สำหรับในประเทศไทยมีกฎหมายหลายต่อหลายฉบับที่เล็งเห็นความสำคัญของกระบวนการสอบบัญชี เช่น พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 8 และมาตรา 11 ได้กำหนดว่า “ให้ (1) ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน (2) บริษัทจำกัด (3) บริษัทมหาชนจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย  (4) นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย และ (5) กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องจัดให้มีการทำบัญชี และงบการเงินต้องได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต” ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1197 กำหนดว่า “งบดุลนั้นต้องจัดให้มีผู้สอบบัญชีคนหนึ่งหรือหลายคนตรวจสอบแล้วนำเสนอเพื่ออนุมัติในที่ประชุมใหญ่ภายใน 4 เดือน นับแต่วันที่ในงบดุลนั้น” และในพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 109 กำหนดไว้ว่า “บริษัทมหาชนจำกัดต้องจัดให้มีการทำและเก็บรักษาบัญชี ตลอดจนการสอบบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น” 

ดังนั้น บทบาทหน้าที่ของผู้สอบบัญชี จึงเป็นผู้รวบรวมหลักฐานประกอบการตรวจสอบข้อมูลทางการเงินที่อยู่ในงบการเงินนั้น เพื่อนำมาสรุปผลและแสดงความเห็นเกี่ยวกับความถูกต้องของการจัดทำงบการเงินให้เป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน กล่าวโดยสรุปคือว่า ผู้สอบบัญชีมีความรับผิดชอบในการ “แสดงความเห็นของผู้สอบบัญชี” ไว้ใน “รายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต” ซึ่งจะแสดงแนบไปกับงบการเงินของกิจการที่ผู้สอบบัญชีได้ตรวจสอบแล้ว

ประโยชน์ของการสอบบัญชี

ผู้สอบบัญชีจึงอาจจะถูกตั้งความคาดหวังจากบุคคลต่างๆ ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากงบการเงินของกิจการ ว่างบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีแล้วต้องมีคุณภาพ น่าเชื่อถือ ผู้สอบบัญชีจึงต้องรักษาไว้ซึ่งจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้สอบบัญชี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเป็นอิสระจากกิจการที่ไปตรวจสอบ ซึ่งหากว่าผู้สอบบัญชีขาดความเป็นอิสระแล้วไซร้ เช่น ถูกผู้บริหารกดดันให้แสดงความเห็นต่องบการเงินที่ผิดให้เป็นถูก ก็จะทำให้งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบนั้นไม่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งบการเงิน งบการเงินไม่มีคุณภาพ ผู้สอบบัญชีก็ขาดความน่าเชื่อถือ

หากผู้สอบบัญชีได้ปฏิบัติงานตามมาตรฐานทางวิชาชีพแล้ว รายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต รวมทั้งข้อมูลในงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งบการเงินกลุ่มต่างๆ  ยกตัวอย่างเช่น สถาบันการเงินใช้งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีแล้ว ในการพิจารณาการให้สินเชื่อแก่กิจการ การอนุมัติวงเงินสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย รวมทั้งระยะเวลาการให้สินเชื่อ เป็นต้น สำหรับผู้บริหารของกิจการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในงบการเงินและรายงานของผู้สอบบัญชีในการตัดสินใจลงทุนขยายกิจการ การพิจารณาต้นทุน การควบคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ การวางแผนกำไร เป็นต้น สำหรับผู้ลงทุนในกิจการจะต้องสนใจข้อมูลในงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีแล้ว เพื่อใช้ในการพิจารณาเพื่อตัดสินใจลงทุนกับกิจการ ในขณะที่กรมสรรพากรก็สนใจข้อมูลในงบการเงินของกิจการเพื่อใช้ในการประเมินการจัดเก็บภาษีประจำปี

โดยสรุป การตรวจสอบงบการเงินโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ถือเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้ ความสามารถ มีความเป็นอิสระ โดยไม่มีแรงกดดันจากผู้ว่าจ้างแต่อย่างใด งานสอบบัญชีจึงถือเป็นงานด้านหนึ่งของวิชาชีพบัญชี และถือเป็นงานที่ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ การสอบบัญชีจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้งบการเงินผ่านรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ว่างบการเงินได้จัดทำขึ้นถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินหรือไม่ งบการเงินมีการแสดงข้อมูลที่ผิดพลาดอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดจากการทุจริตหรือข้อผิดพลาดที่มีมูลเหตุจากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ


เรียบเรียงโดย : อาจารย์ธเรศ สันตติวงศ์ไชย, CPA
ผู้ช่วยคณบดี และหัวหน้าสาขาวิชาการบัญชี คณะบริหารธุรกิจ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
และอนุกรรมการกลั่นกรองปริญญาหรือประกาศนียบัตรในวิชาการบัญชี
สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

การบัญชี

บทความก่อนหน้า

9 SMEs ไทย เผยทางรอด พร้อมลุยปีวัว

บทความถัดไป

กลยุทธ์ Exit สำหรับสตาร์ทอัพ สำคัญอย่างไร