บทความ

>

7 Checklist เพื่อพัฒนา Business Model ให้ยั่งยืน

7 Checklist เพื่อพัฒนา Business Model ให้ยั่งยืน

HIGHLIGHT :

  • รู้จักวิธีประเมิน Business Model ของธุรกิจว่ามีความสามารถในการแข่งขันระยะยาวหรือไม่ ผ่านการตรวจสอบจาก Checklist ทั้ง 7 ข้อ ของ Alex Osterwalder ผู้พัฒนา Business Model Canvas ซึ่งจะช่วยให้เจ้าของเห็นว่าธุรกิจมีจุดแข็งในเรื่องของ Business Model ด้านไหนบ้าง

เวลาในการอ่าน 4 นาที


การสร้างธุรกิจ นอกเหนือจากการมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ธุรกิจต้องให้ความสำคัญก็คือ Business Model หรือโมเดลในการทำธุรกิจ ซึ่งเราอาจจะคุ้นเคยกับเครื่องมืออย่าง Business Model Canvas: BMC ที่มาช่วยทำให้เห็นภาพรวมของธุรกิจได้ชัดเจนมากขึ้น และครบทุกมิติภายในกระดาษแผ่นเดียว

ซึ่ง Alex Osterwalder คือผู้พัฒนา BMC นี้ และยังได้แนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประเมิน Business Model ของธุรกิจว่ามีความสามารถในการแข่งขันระยะยาวหรือไม่  ผ่าน Checklist  7 ข้อดังนี้

1. How much do switching costs prevent your customers from churning?

ลูกค้าของคุณมีโอกาสในการเปลี่ยนไปใช้สินค้าอื่นหรือไม่ เขาต้องใช้เวลา ใช้เงิน หรือใช้ความพยายามในการเปลี่ยนไปใช้สินค้าอื่นหรือเปล่า  ถ้าต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้ของคู่แข่งมีเยอะ (switching costs) แสดงว่าโมเดลธุรกิจของเราก็มีโอกาสที่จะรักษาลูกค้าได้ในระยะยาว ตัวอย่างเช่น Facebook  มี User ที่แต่ละคนก็ต่างมีข้อมูล มีรูปที่โพสต์ มีความทรงจำมากมายที่สะสมมานาน รวมถึงมีเพื่อนที่ใช้ Facebook ร่วมกันจำนวนมาก โอกาสที่จะย้ายไปใช้ Platform อื่น ถือว่ามีต้นทุนสูง ในการเริ่มต้นใหม่

2. How scalable is your business?

ธุรกิจสามารถขยายการเติบโตได้ง่ายและรวดเร็วมั้ย โดยที่ต้นทุนไม่ได้เพิ่มสูงมากนัก ซึ่งปกติเวลาธุรกิจจะขยายมักจะมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามมาด้วย แต่หากธุรกิจสามารถขยายได้ง่ายและรวดเร็ว โดยค่าใช้จ่ายไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมากนัก จะถือว่าเป็นจุดแข็งของรูปแบบธุรกิจ ตัวอย่างเช่น Digital Platform หรือ Sharing Economy ต่างๆ ที่มีความสามารถขยายลูกค้าได้จำนวนมากโดยต้นทุนไม่ได้เพิ่มสูงมากตามความสามารถในการขยายธุรกิจ

3. Does your business model produce recurring revenues?

โมเดลธุรกิจของคุณ สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องจากลูกค้าหรือเปล่า เช่น การให้ใช้บริการต่อเนื่องแบบ Subscription อย่าง Netflix ที่ตัดค่าบริการอัตโนมัติรายเดือน หรือเป็นธุรกิจที่มีส่วนประกอบสิ้นเปลืองใช้แล้วหมดไป ต้องซื้อซ้ำ เช่น Nespresso จาก Nestle ที่ขายเครื่องผลิตกาแฟ แต่ต้องซื้อ Coffee pods เฉพาะของ Nespresso มาใช้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งวิธีการเหล่านี้นอกจากสามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องแล้ว ยังทำให้ธุรกิจสามารถคาดการณ์รายได้ในอนาคตได้ด้วย

4. Do you earn before you spend?

ธุรกิจของคุณสามารถหารายได้ก่อนที่จะมีรายจ่ายหรือไม่ โดยทั่วไปธุรกิจมักต้องลงทุนหรือมีค่าใช้จ่ายในการผลิตสินค้าแล้วนำมาเก็บไว้เพื่อรอขาย (make-to-stock)  แต่หากธุรกิจสามารถออกแบบให้เก็บเงินได้ก่อน โดยการ make-to-order ตัวอย่างเช่น  Hot Toys บริษัทของเล่นสัญชาติฮ่องกง ที่ผลิต Action Figure Model ลิขสิทธิ์ ที่มีความสมจริง โดยทำตัวอย่างสินค้าที่จะออกขาย เปิด Per-order และเก็บเงินมัดจำก่อน 50% แล้วจึงค่อยรวบรวมจำนวนสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อ มาผลิตและส่งมอบซึ่งใช้เวลาถึง 6-12 เดือน ทำให้สินค้าที่ออกมาจะได้รับเฉพาะคนที่สั่งจองไว้ล่วงหน้า จึงเป็นของสะสมที่มีคุณค่าและเป็นของหายาก ราคาขายต่อในตลาดมักจะสูงขึ้น  ยิ่งทำให้สินค้าของ Hot Toys มีความน่าสนใจมากขึ้นไปอีก  ข้อดีของการเปิด Pre-order นี้นอกจากจะทราบจำนวนที่ขายได้แน่นอน ยังเป็นการลดความเสี่ยงของธุรกิจ ไม่ต้องมีสต๊อกสินค้าคงเหลือ และสามารถนำเงินที่ได้มาบริหารจัดการสร้างประโยชน์อื่นๆ ได้อีกด้วย

5. How much do you get others to do the work?

ธุรกิจของคุณให้คนอื่นช่วยทำงานแทนได้มั้ย เช่น ลูกค้า หรือผู้ใช้ของคุณ ตัวอย่างเช่น เฟอนิเจอร์ของ IKEA ที่ออกแบบให้สามารถขนย้ายและประกอบเองได้ง่าย สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าไปเลือกรับจากชั้น Self Serve และขนกลับไปประกอบเองที่บ้าน ทำให้ IKEA ประหยัดต้นทุน ทั้งแรงงานพนักงานและเวลาที่จะต้องไปให้บริการเหล่านั้น ในขณะที่เพิ่มความสนุกสนาน และทำให้ลูกค้าได้สินค้าคุณภาพดี ในราคาที่เข้าถึงได้  Facebook ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ผู้ใช้ เป็นคนทำงานให้ โดยการแชร์รูป สร้าง content เนื้อหาต่างๆ มากมาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนกว่าสองพันล้านคน อยากที่จะเข้ามาดูและมาใช้งานในแต่ละวัน

6. Does your business model provide built-in protection from competition?

รูปแบบธุรกิจของคุณมีความสามารถในการป้องกันไม่ให้คู่แข่งเข้ามาแย่งตลาดได้หรือเปล่า หรือการที่มีระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่งก็ช่วยเป็นเกราะป้องกันคู่แข่งได้ในระยะยาว ตัวอย่างเช่น Apple ไม่ได้มีแค่สินค้าที่เป็นนวัตกรรม แต่มีจุดแข็งเป็นระบบนิเวศคือ App Store ที่เชื่อมโยงนักพัฒนาแอปกับผู้ใช้ IOS และยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างมากมาย เช่น Ipad , Apple watch , Macbook

7. Is your business model based on a game changing cost structure?

รูปแบบธุรกิจของคุณ มีโครงสร้างต้นทุนที่แตกต่างจากคู่แข่งจนสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันหรือไม่  โดยเฉพาะธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนจากธุรกิจเดิมไปได้เลย เช่น Airbnb คือธุรกิจให้บริการที่พัก ซึ่งเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนจากเดิมที่ต้องจัดหาที่ดิน ทำเลดี เพื่อก่อสร้างเป็นโรงแรม ซึ่งต้องใช้ต้นทุนสูง เปลี่ยนมาเป็นแพลตฟอร์มตัวกลางระหว่างคนมีที่พักและนักท่องเที่ยวแทน ทำให้เพิ่มความสามารถในการแข่งขันและขยายได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งหมดนี้คือ checklist 7 ข้อ ที่ช่วยให้ธุรกิจได้ตรวจสอบตนเองว่ามีจุดแข็งในเรื่องของ Business Model ด้านไหนบ้าง สำหรับธุรกิจที่เพิ่งจะเริ่มต้นใหม่ก็สามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา Business Model จากทั้ง 7 ข้อได้ ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นจะต้องครบทั้ง 7 ข้อ การมีเพียง 1-2 ข้อ ที่เป็นจุดเด่นก็เพียงพอที่จะช่วยให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันได้ นอกจากนี้การมี Business Model ที่ดีเหล่านี้ ยังช่วยดึงดูดให้นักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนได้อีกด้วย


บทความโดย : ณฤทธิ์ วรพงษ์ดี
ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ประกอบการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

Business Model
เคล็ดลับทำธุรกิจ

บทความก่อนหน้า

สตาร์ทอัพสิงคโปร์ฝ่าวิกฤตโควิด-19 กันอย่างไร

บทความถัดไป

ถอดบทเรียน วิธีที่เจ้าของกิจการและผู้บริหารนำพาธุรกิจรอดพ้นวิกฤต