บทความ

>

เปิดวาร์ป 10 หนังสือธุรกิจน่าอ่าน จากห้องสมุดมารวย (ตอนที่ 1)

เปิดวาร์ป 10 หนังสือธุรกิจน่าอ่าน จากห้องสมุดมารวย (ตอนที่ 1)

HIGHLIGHT :

  • ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดมุมหนังสือ Innovative Entrepreneurship” ซึ่งมีหนังสือดีๆ ในด้านธุรกิจและนวัตกรรมมากกว่า 600 เล่ม และเพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักหนังสือที่น่าอ่านและมีเนื้อหาที่น่าสนใจ จึงขอหยิบหนังสือที่ห้องสมุดแนะนำมาให้รู้จัก 10 เล่ม
  • ในตอนที่ 1 นี้ มีหนังสือที่เน้นสร้างแรงบันดาลใจ ให้แนวคิดและประสบการณ์ในการเริ่มทำธุรกิจ 5 เล่ม ได้แก่
1.       เปลี่ยนคนธรรมดาให้มีหัวธุรกิจใน 3 ชั่วโมง
2.       27 วิธี คิดแล้วรวยแบบเถ้าแก่ใหญ่
3.       ถ้าบอกกันก่อนเรียนจบ คงไม่ตกขบวนเศรษฐี : The End of Jobs
4.       ตอบ 5 คำถามนี้ไม่ได้ ก็อย่าทำธุรกิจเลย
5.       จงทิ้งทุกอย่างที่คุณเคยรู้ ก่อนเริ่มทำธุรกิจ = Rework
 
เวลาในการอ่าน  7  นาที

เพื่อตอบโจทย์การส่งเสริมความรู้ทักษะ ด้านการพัฒนาศักยภาพธุรกิจและนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ ซึ่งประเทศไทย มุ่งเน้นให้การสนับสนุนและผลักดันให้ผู้ประกอบการ SMEs และ Startup สามารถเติบโตเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศนั้น ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์ฯ ห้องสมุดเฉพาะทางด้านตลาดทุนครบวงจร ที่มีหนังสือและสื่อความรู้ทางด้านการเงินการลงทุนมากที่สุดในประเทศไทย ก็เล็งเห็นความสำคัญนี้เช่นกัน จึงได้เปิดมุมหนังสือใหม่ Innovative Entrepreneurship” เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ทางด้านผู้ประกอบการและนวัตกรรม มีหนังสือทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ ที่เน้นเนื้อหาเพื่อการพัฒนาศักยภาพธุรกิจและนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ กว่า 600 เล่ม

บทความนี้ จึงขอหยิบหนังสือที่ห้องสมุดมารวยคัดเลือก มาบอกเล่าและสรุปความน่าสนใจของเนื้อหาในแต่ละเล่ม เพื่อเชิญชวนให้ทุกคนได้ไปหาอ่านเพิ่มพูนความรู้สำหรับสร้างการเติบโตของธุรกิจ

มาดูกันว่า 10 หนังสือธุรกิจน่าอ่าน..สำหรับผู้ประกอบการมีเล่มไหนบ้าง

เล่มที่ 1:   เปลี่ยนคนธรรมดาให้มีหัวธุรกิจใน 3 ชั่วโมง
เขียนโดย : โซโตะ โคทัตสึ แปลโดย : ภาณิน เพียรโรจน์

เล่มนี้ ผู้เขียนอยากให้คนอ่าน มีทักษะในการคิด เข้าใจโลกธุรกิจ หลีกเลี่ยงไอเดียที่นำไปสู่ความล้มเหลว บอกถึงเครื่องมือและแนวปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ รวมไปถึงกระบวนการคิดที่นำไปสู่ผลลัพธ์ด้านบวก จุดสำคัญคือเน้นให้คนอ่านเข้าใจและนำไปประยุกต์กับสถานการณ์จริงได้

จากประสบการณ์เป็นที่ปรึกษาให้แก่นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ผู้เขียนมองว่า การหลอมรวมวิธีคิด มุมมอง ทักษะ ประสบการณ์ และความขยัน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้ขาดความสำเร็จ เพราะเรื่องเหล่านี้คือ “สัญชาตญาณทางธุรกิจ”

วัตถุประสงค์ของหนังสือเล่มนี้
  • เพื่อเพิ่มทักษะความคิดและใช้ได้อย่างเชี่ยวชาญ
  • เพื่อให้เข้าใจโลกธุรกิจโดยใช้สัญชาตญาณ
  • เพื่อให้ผลิตไอเดียที่ใช้ได้จริง และหลีกเลี่ยงไอเดียที่นำไปสู่ความล้มเหลว
  • เพื่อให้มีเครื่องมือ และแนวการปฏิบัติสำหรับแก้ปัญหาธุรกิจในหลายๆ สถานการณ์
  • เพื่อให้มีกระบวนการคิด ที่นำไปสู่ผลลัพธ์ด้านบวก
ภายในหนังสือได้อธิบายหัวคิดของคนทำธุรกิจออกมาเป็น 9 เรื่องใหญ่ๆ ดังนี้
1. หัวคิดด้านนวัตกรรม
2. หัวคิดด้านโมเดลธุรกิจ
3. หัวคิดด้านกลยุทธ์
4. หัวคิดด้านการตลาด
5. หัวคิดด้านสถิติ
6. หัวคิดด้านสมมติฐาน
7. หลุมพลางทางความคิด
8. หัวคิดด้านบัญชี
9. หัวคิดด้านการเงิน

ตัวอย่างเนื้อหาเด่นในหนังสือเล่มนี้

ดีขึ้น 10 เท่า ไม่ใช่แค่ 10%
กิจการส่วนใหญ่คิดแค่ว่าจะแก้ปัญหาให้ดีขึ้น 10% อย่างไร แต่ที่ Google พนักงานจะถูกท้าทายให้ตั้งโจทย์ว่า “จะทำอย่างไรให้สิ่งต่างๆ บนโลกดีขึ้น 10 เท่า”
 
Design Thinking
กระบวนการคิดเชิงออกแบบ เน้นการเข้าใจปัญหาต่างๆ โดยยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ประกอบด้วยขั้นตอน Empathize > Define > Ideate > Prototyping > Test
 
กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม
ทุกธุรกิจต่างก็มีข้อจำกัดของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทุน เวลา และ ประสบการณ์ ดังนั้นคุณต้องรู้จักโฟกัสที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งและกล้าละทิ้งสิ่งอื่นเพื่อสร้างความแตกต่างออกมาให้เห็นเด่นชัด
 
การตลาดผ่านการเล่าเรื่อง
เรื่องราวที่น่าสนใจและสามารถนำมาเล่า ได้แก่ จุดกำเนิดของสินค้าและแบรนด์ ประโยชน์จากการซื้อสินค้า เป็นต้น
 
 
เล่มที่ 2:   27 วิธี คิดแล้วรวยแบบเถ้าแก่ใหญ่
เขียนโดย: กนต์นรี ณรงค์เดช

หนังสือเปิดด้วยสิ่งที่หลายๆ คนคิด นั่นก็คือคนทำธุรกิจทุกคนอยากจะรวยและประสบความสำเร็จ แต่เชื่อหรือไม่ว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดจะรวยทางลัด ไม่มีการศึกษาหาข้อมูลหรือหาความรู้ในการประกอบธุรกิจเสียก่อน จึงเป็นเหตุให้เกิดความผิดพลาดในการทำธุรกิจ หรือร้ายแรงถึงขั้นทำให้ธุรกิจของตนเองเสียหาย

หนังสือเล่มนี้ ไม่ได้ยุให้คุณแสวงหาความร่ำรวยเงินทองแบบทั่วไป แต่เป็นหนังสือที่ช่วยชี้แนะแนวทางในการแสวงหาเงินทองอย่างยั่งยืน ด้วยวิธีคิดแบบเถ้าแก่ใหญ่ ที่เชื่อว่า ทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติตามและสร้างความสำเร็จได้ด้วยตัวคุณเอง

ภายในหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหา 27 บท ดังนี้
1. อย่าคิดว่าเป็นแค่เรื่องเล็กๆ งานเล็กๆ
2. คิดล่วงหน้าผู้อื่นสองก้าวเสมอ
3. คิดสร้างมิตร ดีกว่า คิดสร้างศัตรู
4. รู้ตัวตนของคู่แข่ง
5. รวยหรือล่ม อยู่ที่บุคลิกภาพของผู้นำ
6. เมื่อสงบ... จึงถึงความสำเร็จและร่ำรวย
7. คิดอย่างเถ้าแก่ใหญ่
8. คิดเหนือกว่าคู่แข่ง
9. คิดแบ่งเวลาให้ตนเอง
10. คิดเลือกกิจการให้เหมาะกับตนเอง
11. คิดการใหญ่แบบเถ้าแก่ใหญ่
12. ขายสินค้าเหมือนกัน แต่กำไรไม่เท่ากัน
13. ความแตกต่างของ คนธรรมดาและเถ้าแก่ใหญ่
14. อยากรวย...ต้องการเสี่ยง
15. คิดกล้าเผชิญหน้าคู่แข่ง
16. ล้มเหลวเพื่อร่ำรวย
17. เถ้าแก่ใหญ่สั่งคน
18. คิดใส่ใจลูกค้าและลูกน้อง เพื่อความร่ำรวย
19. 4 เคล็ดลับ คิดแล้วรวยแบบเถ้าแก่ใหญ่
20. ประตูสู่ความร่ำรวย
21. กลยุทธ์ ข่มขวัญคู่แข่ง
22. คู่แข่งที่ควรหลีกเลี่ยง
23. ผู้นำยังรู้พลาด เถ้าแก่ยังรู้พลั้ง
24. เคล็บลับการหาเงินของเถ้าแก่ใหญ่
25. ล้มลุกคลุกคลานแบบเถ้าแก่ใหญ่
26. กาลเทศะดีแบบเถ้าแก่ใหญ่
27. ทำงานอย่างมีความสุขแบบเถ้าแก่ใหญ่

ในแต่ละบทของหนังสือจะเกี่ยวกับ Mindset ของตัวเราเอง ที่ควรเปลี่ยนเพื่อเป็นเถ้าแก่ใหญ่ และเราต้องรู้จักคู่แข่งให้ดีพอ จึงจะประสบความสำเร็จได้ โดยเนื้อหาบางตอนที่ให้ข้อคิดดีๆ เช่น การคิดแบบเถ้าแก่ไม่ใช่แค่การขายของ แต่คนที่มักประสบความสำเร็จจะคิดว่า “สินค้าของพวกเขามักจะทำประโยชน์ให้กับลูกค้าได้มากน้อยอย่างไร ส่วนการคิดถึงกำไรมักจะมาเป็นอันดับสองเสมอ”

https://www.maruey.com/article/contentinbook/801

เล่มที่ 3:   ถ้าบอกกันก่อนเรียนจบ คงไม่ตกขบวนเศรษฐี: The End of Jobs
เขียนโดย: Taylor Pearson แปลโดย: วีรจิต กลัมพะสุต

จากหนังสือขายดีอันดับ #1 Amazon Business Best Seller "Taylor Pearson" นักธุรกิจชื่อดังผู้ทำธุรกิจมาแล้วทั่วโลก จะมาสอนวิชาที่ไม่มีโรงเรียนไหนสอน คือวิชา "แสวงหาโอกาส" ที่จะเปลี่ยนชีวิตและพลิกชะตาตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มเรียน คุณพร้อมที่จะออกแบบอนาคตและกำหนดชีวิตของคุณเองหรือยัง? คุณพร้อมที่จะกลายเป็นคนที่มีอิสรภาพที่สุดในโลก ร่ำรวยเงินทองยิ่งกว่าใคร และค้นพบความหมายในชีวิตมากเกินจินตนาการหรือยัง?

ตอนเด็กๆ เรามักจะถูกผู้ใหญ่บอกให้ตั้งใจเรียน จะได้งานดีๆ ทำ แต่พอโตขึ้นก็กลับต้องพบว่าสิ่งที่ถูกสอนมาไม่เป็นอย่างที่คิด เรายังเห็นข่าวนักศึกษาจบใหม่ไม่มีงานบ้าง บริษัททั่วโลกเลย์ออฟพนักงานออกบ้าง คงถึงเวลาแล้วที่เราต้องทบทวนสิ่งเดิมๆ กันเสียที เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง

ภายในหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหา 5 ส่วน ดังนี้
ส่วนที่ 1. โลกนี้จะไม่มีงานให้ทำแล้วเหรอเนี่ย
ส่วนที่ 2. ทำไมงานถึงหายไปหมดเอาตอนนี้
ส่วนที่ 3. ความเสี่ยงที่คุณมองไม่เห็น
ส่วนที่ 4. การตลาดแบบลองเทล
ส่วนที่ 5. โอกาสทำกำไรที่คุณหาไม่ได้มาก่อน
บทสรุป งานแห่งอนาคต

โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจในเล่มดังนี้

ใบปริญญาเริ่มไร้ความหมาย ในระหว่างปี 1948-2000 ตำแหน่งงานว่างเพิ่มขึ้นมากกว่าอัตราการเกิดของประชากรถึง 1.7 เท่า ในการเติบโตขนาดนี้หมายถึงการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยให้จบและหาใบปริญญากับประกาศนียบัตรต่างๆ มาการันตีความสามารถก็เพียงพอที่จะหางานทำได้แล้ว ซึ่งคนรุ่นหลังๆ ก็ทำตามเพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจลักษณะนี้จะคงอยู่ตลอดไป แต่โลกกลับเปลี่ยนตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมาจำนวนประชากรมากกว่าตำแหน่งงานถึง 2.4 เท่า นั่นเท่ากับว่า “คนเรียนจบมีโอกาสตกงาน” เรื่อยๆ

งานที่อาศัยความรู้ก็จ้างเอาท์ซอร์สได้ เทคโนโลยีกำลังมาแทนที่แรงงานมนุษย์ในหลายๆ อุตสาหกรรม โดยเฉพาะแรงงานในไลน์ผลิต แต่ที่หนักหนากว่านั้นคือ เครื่องมือจักรกลก็เริ่มเข้ามาแทนที่งานที่ต้องใช้ความรู้ด้วย ตัวอย่างเช่น Eventbrite ที่เป็นบริษัทขายตั๋วออนไลน์ใช้ซอฟต์แวร์ดำเนินงานทั้งหมด อย่ารอให้ซอฟต์แวร์มาแทนที่ คุณต้องนำหน้ามันต่างหาก

เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้การลงทุนง่ายขึ้นและปลอดภัยกว่าแต่ก่อน เครื่องมือที่จำเป็นต่างๆ ในการผลิตมีราคาถูกลงและหาซื้อได้ง่ายกว่าแต่ก่อนมาก ซึ่งช่วยทั้งในแง่การลดต้นทุน และการขยายช่องทาง

งานประจำไม่ใช่หลักประกันทางการเงินในยุคสมัยใหม่อีกต่อไป สังคมเรากำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของผู้ประกอบการ และจังหวะเวลานี้แหละ ที่เราควรตักตวงจากเทคโนโลยีนำมันไปสร้างงานที่เรารักจริงๆ ถึงเวลาแล้วที่เราควรหันมาพัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่คุณอาจจะคาดไม่ถึง

https://www.maruey.com/article/contentinbook/569

เล่มที่ 4:   ตอบ 5 คำถามนี้ไม่ได้ ก็อย่าทำธุรกิจเลย
เขียนโดย: ปีเตอร์ เอฟ. ดรัคเกอร์ แปลโดย: ฐานันดร วงศ์กิตติธร

คำโปรยของหนังสือเล่มนี้ ได้กล่าวไว้ว่า "คำถามที่ไม่มีวันเก่าในการทำธุรกิจและนำองค์กรจากปรมาจารย์ธุรกิจระดับโลก" แล้ว "ปรมาจารย์ธุรกิจระดับโลก" ในประโยคดังกล่าวหมายถึงใคร

คำตอบนั่น ก็คือ "ปีเตอร์ เอฟ. ดรัคเกอร์" นั่นเอง อย่างที่ทราบกันว่า "ปีเตอร์ เอฟ. ดรัคเกอร์" ได้รับสมญานามว่าเป็น "ปรมาจารย์ด้านบริหารจัดการ" ระดับโลกและเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ร่วมกับผู้บริหารและเหล่ากูรูจากวงการต่างๆ มากมาย อาทิ จิม คอลลินส์, มาร์แชลล์ โกลด์สมิธ, เคลลี โกลด์สมิธ, ไมเคิล แรดปาวาร์, ฟิลิป คอตเลอร์, รากู กฤษณมูรติ, ลุค โอวิงส์, จิม คูเซส, คาสส์ ลาเซโรว์, ไมค์ ลาเซโรว์, นาดิรา ไฮรา ฯลฯ

ซึ่งถ้าหากคุณกำลังเริ่มคิดที่จะสร้างธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่สักแค่ไหน ลึกๆ แล้วคงอยากได้สูตรสำเร็จเพื่อไปสู่เป้าหมาย ซึ่ง "ปีเตอร์ เอฟ. ดรัคเกอร์" ได้กล่าวถึง คำถามที่สำคัญที่สุด 5 ข้อ เพื่อใช้ในการประเมินตนเองก่อนเริ่มทำธุรกิจ

คำถามที่สำคัญที่สุด 5 ข้อ ได้แก่

1. ภารกิจขององค์กรคุณคืออะไร
2. ใครคือกลุ่มเป้าหมายขององค์กร
3. สิ่งใดที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายคุณพึงพอใจ
4. ผลการดำเนินการเป็นอย่างไร
5. องค์กรมีกลยุทธ์ในการดำเนินงานอย่างไร

สรุปหัวข้อในแต่ละบท

1. ภารกิจขององค์กรคุณคืออะไร

- ภารกิจต้องไม่ยาวเกินไปและต้องชัดเจน
- ภารกิจต้องสามารถทำให้บรรลุเป้าหมายได้ (มีความเป็นไปได้)
- กระบวนการไปสู่เป้าหมายของภารกิจต้องเป็นขั้นตอนที่สร้างความสุขให้แก่คุณได้
- ควรวิเคราะห์และจัดสรรเวลาในการทำภารกิจให้ดี

2. ใครคือกลุ่มเป้าหมายขององค์กร

- ระบุกลุ่มเป้าหมายหลัก
- ระบุกลุ่มเป้าหมายสนับสนุน
- ลูกค้าคือศูนย์กลางของทุกสิ่ง

3. สิ่งใดที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายคุณพึงพอใจ

- เข้าใจสมมติฐานของตัวเอง
- กลุ่มเป้าหมายหลักให้ความสำคัญกับสิ่งใด
- กลุ่มเป้าหมายสนับสนุนให้ความสำคัญกับสิ่งใด
- เปิดใจรับฟังกลุ่มเป้าหมาย

4. ผลการดำเนินการเป็นอย่างไร

- พิจารณาความสำเร็จในระยะสั้นและการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวให้ถ่องแท้
- การประเมินเชิงคุณภาพและปริมาณ
- การประเมินเพื่อส่งเสริมหรือยุติการดำเนินงาน
- หน้าที่ของผู้นำองค์กร

5. องค์กรมีกลยุทธ์ในการดำเนินงานอย่างไร

- เป้าหมายต้องมีไม่มากจนเกินไป ต้องท้าทาย และต้องได้รับความเห็นชอบจากบอร์ดผู้บริหาร
- วัตถุประสงค์ต้องเป็นสิ่งที่ประเมินผลได้ ต้องชัดเจน และถือเป็นหน้าที่หลักของฝ่ายบริหาร
- สร้างความเข้าใจและความรู้สึกมีส่วนร่วม
- อย่าพอใจและหยุดพัฒนา

เนื้อหาในแต่ละบทจะทิ้งท้ายด้วย "การประยุกต์ใช้แนวคิดนี้ในยุคมิลเลนเนียม" ซึ่งได้ยกตัวอย่างธุรกิจในปัจจุบันเพื่ออธิบายในคำถามแต่ละข้ออีกด้วย

https://www.maruey.com/article/contentinbook/566

เล่มที่ 5:   จงทิ้งทุกอย่างที่คุณเคยรู้ ก่อนเริ่มทำธุรกิจ = Rework
ผู้เขียน เจสัน ไฟรด

หนังสือเล่มนี้ เขียนขึ้นจากประสบการณ์การทำธุรกิจของผู้เขียน ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านไอที เป็นเจ้าของโปรแกรม BaspCamp และ HighRise เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจขนาดเล็ก และใช้โอกาสจากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคปัจจุบัน

หากคุณกำลังอยากหาไอเดียในการเปิดธุรกิจ หนังสือเล่มนี้จะให้มุมมองและแนวคิดใหม่ๆ ได้ดีทีเดียว

เนื้อหาแบ่งออกเป็น 10 บทหลักๆ ที่มีความน่าสนใจในแต่ละบทดังนี้

บทที่ 1: ชำแหละธุรกิจ – ถ้าคุณอยากสร้างธุรกิจในยุคนี้ต้องเปลี่ยนแปลงความคิด หรือทัศนคติเดิมๆ อย่าให้ความสำคัญกับการวางแผนธุรกิจในระยะยาวมากเกินไป ควรทำในสิ่งที่จำเป็น และปรับให้เร็วตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นผู้เริ่มต้นธุรกิจ ต้องมีไอเดีย มีความมั่นใจ และมีแรงผลักดัน

บทที่ 2: ออกตัว – ควรคิดทำธุรกิจในสิ่งที่ตัวเอง (ผู้คน) ต้องการใช้ และลงมือทำอย่างรวดเร็ว อย่าปล่อยให้เป็นแค่ไอเดีย เราต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่กำลังจะทำอย่างจริงจัง เพราะมันจะเป็นแรงผลักให้เราไม่หยุดเดิน

บทที่ 3: เดินหน้า – สร้างสินค้าบริการต้นแบบที่จำเป็นก่อน โดยเราต้องทดลองให้มีความมั่นใจและเข้าใจสินค้าของเราอย่างแท้จริง เน้นพื้นฐานการทำธุรกิจที่ต้องคำนึงถึงเรื่องต่างๆ ได้แก่ คุณภาพดี  สะดวกในการใช้งาน ราคาเหมาะสม

บทที่ 4: สร้างงาน – หมั่นทบทวนและตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ หรือส่งผลให้เกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง เพื่อให้เราไม่หลงทางและเสียเวลาไปกับการทำในสิ่งที่ไม่ได้จำเป็นอย่างแท้จริง และเมื่อถึงเวลาที่ควรปรับเปลี่ยนก็ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้ธุรกิจไปต่อได้ (อย่าดันทุรัง)

บทที่ 5: คู่แข่ง – คิดไว้ว่า คู่แข่งคือแหล่งเรียนรู้ ไม่มีธุรกิจใดที่ไม่มีคู่แข่ง ความท้าทายในการทำธุรกิจ คือการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ทั้งต้องโดดเด่น มีความเป็นตัวของตัวเอง พยายามหาช่องว่างให้เจอ เพื่อให้ลูกค้ามาซื้อหรือใช้บริการของเรา

บทที่ 6: เจริญเติบโต – ยิ่งกิจการโตขึ้นยิ่งต้องพัฒนามากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่ต้องรักษาไว้อย่างมั่นคง คือ จุดยืนหรือความเชื่อที่เรามีต่อธุรกิจของเรา แม้การตัดสินใจจะยาก แต่การทำธุรกิจคือการใช้ทักษะการตัดสินใจตลอดเวลา

บทที่ 7: ประชาสัมพันธ์ – นำเสนอข้อมูล เรื่องราวของสินค้าบริการผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย กล้านำเสนอ กล้ารับความคิดเห็นทั้งด้านบวกและลบ ยอมรับโดยไม่ปฏิเสธความผิด ลูกค้าจะสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ซึ่งสร้างการจดจำได้ดีที่สุด

บทที่ 8: ว่าจ้าง – ก่อนจะว่าจ้าง เราต้องลงมือทำงานทุกอย่างด้วยตัวเองก่อนเสมอ และจ้างเมื่อจำเป็นจริงๆ เช่นงานมากกว่าคน และหากเป็นตำแหน่งที่ไม่ต้องมานั่งในออฟฟิค ก็ควรจ้างคนที่ทำงานจากที่ไหนก็ได้ หรือแม้แต่ประเทศไหนก็ได้ โดยเน้นที่ประสบการณ์ไม่ใช่คุณวุฒิ

บทที่ 9: ควบคุมความเสียหาย – การทำธุรกิจยังไงก็ย่อมมีข้อผิดพลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งสำคัญนอกเหนือจากการวางแผนป้องกันปัญหา คือ การจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และขอโทษให้เป็น

บทที่ 10: วัฒนธรรม – วัฒนธรรมองค์กรควรเป็นสิ่งที่ต้องวางรากฐานไว้ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ เราต้องการวัฒนธรรมแบบไหน ก็ต้องส่งเสริมในเรื่องนั้นๆ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง คนรุ่นใหม่ต้องการให้แสดงออกถึงความเชื่อมั่น และเคารพวิธีการทำงานของพวกเขา

หนังสือเหล่านี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ห้องสมุดมารวย นำมาเสนอเพื่ออยากให้ผู้ประกอบการ หรือผู้สนใจอยากทำธุรกิจ มีความรู้ ได้แนวคิดและวิธีการที่จะเป็นประโยชน์ จากการอ่านหนังสือซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่แพงและเข้าถึงได้ง่าย โดยปัจจุบันนี้ ห้องสมุดมารวยมีบริการใหม่ “อยู่ที่ไหนก็ยืมได้” ใครสนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดที่  www.maruey.com หรือจะแวะไปเยี่ยมที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก  (ติดกับสถานฑูตจีน) เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:30-21:00 น.


บทความโดย : นุชนาถ  คุณความดี
ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ประกอบการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

บทความก่อนหน้า

อุตสาหกรรมใดรุ่ง ดันให้สตาร์ทอัพพุ่งในปี 2563

บทความถัดไป

ทักษะ “รับมือ” อนาคต