บทความ

>

อุตสาหกรรมใดรุ่ง ดันให้สตาร์ทอัพพุ่งในปี 2563

อุตสาหกรรมใดรุ่ง ดันให้สตาร์ทอัพพุ่งในปี 2563

HIGHLIGHT :

  • 3 กลุ่มอุตสาหกรรมไทยที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องในปี 2563 ได้แก่ กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นโอกาสทองของสตาร์ทอัพที่จะคิดค้นสินค้าบริการใหม่ๆ มาเพื่อช่วยต่อยอด เติมเต็ม เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
  • รู้จักสตาร์ทอัพไทยสาย Logitech, Traveltech และ Foodtech ซึ่งมีโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจ สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆ กับ 3 กลุ่มธุรกิจเด่นของประเทศไทย
เวลาในการอ่าน   4.5 นาที

สืบเนื่องจากงานสัมมนา “เจาะอุตสาหกรรมเด่นขับเคลื่อนปี 2020” ของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ที่ชี้ให้เห็นว่า ในปี 2563 นี้ มี 3 กลุ่มธุรกิจที่ยังคงเติบโตอย่างเข้มแข็ง เป็น Stars ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ให้ผ่านพ้นวิกฤตและสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบทำให้หลายอุตสาหกรรมไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย แต่ท่ามกลางวิกฤตย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ โดยเฉพาะบรรดาสตาร์ทอัพที่ควรมองให้เห็นว่ามีช่องว่าง มีความต้องการหรือมีปัญหาอะไร ที่เราสามารถคิดสินค้าบริการใหม่ๆ โดยใช้ความสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาตอบโจทย์ได้บ้าง โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มธุรกิจที่ยังคงเป็นโอกาสอันสดใสสำหรับสตาร์ทอัพไทย ได้แก่

1. กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ (ทำธุรกิจด้านการขนส่ง การจัดเก็บรักษา และการบริหารจัดการทั้ง Value chain) สืบเนื่องจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจ e-commerce ซึ่งมีเจ้าใหญ่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ทุ่มทุนกันมหาศาลเพื่อกระตุ้นการซื้อขายของออนไลน์และดึงมาร์เก็ตแชร์มาเป็นของตัวเองให้มากที่สุด ดังนั้นธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลดีมากที่สุดก็คือธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ที่มีมูลค่าตลาดเกือบ 3 หมื่นล้านบาท เติบโตสูงถึง 10-20% ต่อปี ซึ่งสตาร์ทอัพที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาดูแล จัดการด้านการขนส่งตั้งแต่ทางบก ทางทะเลและทางอากาศ จะถูกเรียกว่า Logtech หรือ Logitech

ในประเทศไทย มีสตาร์ทอัพ Logitech ที่โดดเด่นและน่าสนใจหลายตัว เช่น บริษัท GIZTIX เป็น Digital Logistics Solution หรือตลาดขนส่งออนไลน์ โดยการเป็น Digital platform ที่รวบรวมผู้ให้บริการขนส่งโลจิสติกส์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถส่งสินค้าได้ทุกรูปแบบ และทำโปรแกรมให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการคิวรถแบบ Real-Time ตรงตามคอนเซ็ปต์ ‘Easy Shipping Everyday’, MyCloudFulfillment บริการคลังสินค้าออนไลน์ เก็บ- แพ๊ค – ส่ง สำหรับธุรกิจ e-commerce, SKOOTAR แอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่ให้บริการมอเตอร์ไซค์หรือแมสเซ็นเจอร์สำหรับธุรกิจ SMEs เป็นต้น

2. กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว  (ธุรกิจที่ให้บริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทั้งหมด อาทิ บริการด้านการเดินทาง อาหารที่พัก การนำเที่ยว เป็นต้น) ด้วยตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวล่าสุดจากกองเศรษฐกิจท่องเที่ยวและกีฬาเดือนตุลาคม 2562 มีนักท่องเที่ยวมาประเทศไทยมากถึง 32.5 ล้านคน - ตามภาพประกอบด้านล่าง

จากข้อมูลเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของไทย ยังคงแข็งแกร่งและในอนาคตจะยิ่งเติบโตมากขึ้น ซึ่งในปี 2563 คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 41 ล้านคน สร้างรายได้ให้กับประเทศถึง 2.11 ล้านล้านบาท แต่ภายใต้การเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้เอง กลับเกิดปัญหาตามมาว่าการบริหารจัดการดูแลในด้านการท่องเที่ยว (สถานที่ท่องเที่ยว การคมนาคม ฯลฯ) ซึ่งเป็นปัญหาตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศมีความพร้อมแล้วหรือไม่ นั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้สตาร์ทอัพด้าน Traveltech มีโอกาสเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา หรือคิดค้นหาสินค้าบริการที่เหมาะสมกับความต้องการ ความชอบของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มระดับ Luxury และกลุ่มแบบ F.I.T หรือ Free Individual/ Independent Travelers กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวด้วยตัวเอง ซึ่งอยากสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบพิเศษ การสัมผัสวัฒนธรรมแบบท้องถิ่น  หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness tourism) ก็นับว่ามีลู่ทางอีกมากมาย ที่สตาร์ทอัพจะเข้ามาเติมเต็มและสร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้กับกลุ่มเหล่านี้

มาดูกันว่าสตาร์ทอัพด้าน Traveltech ของไทยที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวมีแบบไหนบ้าง เริ่มจาก local alike สตาร์ทอัพเบอร์ต้นๆ ที่เป็น Social Enterprise ทำ Platform การทำธุรกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนเพื่อความอย่างยั่งยืน มีความโดดเด่นจนคว้ารางวัล Startup of the year 2019 จาก Prime Minister Award: National Startup 2019, บริษัทต่อมาคือ Take Me Tour ให้บริการท่องเที่ยวแบบท้องถิ่นในคอนเซ็ปต์ ‘Local Experience’ ปัจจุบัน Take Me Tour ขยายไปถึง 65 เมือง ใน 5 ประเทศได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมีไกด์ท้องถิ่นในระบบมากกว่า 25,000 คน มีการระดมทุนไปแล้วกว่า 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกบริษัทที่น่าจับตาอีกแห่งซึ่งอยู่ใน Value Chain ของการท่องเที่ยวในด้านการขนส่ง คือ AIRPORTELS สตาร์ทอัพน้องใหม่ให้บริการรับส่งกระเป๋าจากสนามบินที่พัก มียอดผู้ใช้บริการประมาณ 500 ใบ/วัน โรงแรมในเครือข่ายกว่า 500 แห่ง อีกทั้งยังได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทธุรกิจเกิดใหม่จากเวที TAT Startup 2018

รวมประเภทธุรกิจด้าน Traveltech
1. General Booking & Search
2. Home, Sharing & Rentals Car
3. Activities, Touring & Information
4. Traveltech Software
5. Smart Luggage
6. Luxury & Personalized Travel
7. Private Jet Booking
ที่มา: CB Insights

3. กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เป็นกลุ่มสุดท้ายที่เติบโตจากการเป็นธุรกิจปัจจัย 4 ที่จำเป็นของมนุษย์ อีกทั้งยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่ทำให้ประเทศไทยมีชื่อเสียงระดับโลก สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากการขยายตัวของนักท่องเที่ยว ที่ชื่นชอบอาหารและผลไม้ของไทย (ในปี 2562 ประเทศไทยขึ้นเป็นอันดับที่ 1 ในการส่งออกทุเรียนซึ่งมีตลาดหลักคือประเทศจีน) ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก (Kitchen of the World) ที่ต้องการให้อาหารไทยเป็นหนึ่งในอาหารที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก กลุ่มธุรกิจนี้จึงได้รับอานิสงส์จากมาตรการในการสนับสนุนต่างๆ อ้างอิงจากเว็บไซต์ marketingoops.com ได้ให้ความเห็นว่า สตาร์ทอัพด้าน Foodtech เป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนกลุ่มอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ หรือที่เรียกว่า “Feed – Farm – Food – Fork” นั่นคือ “ต้นน้ำ” (อาหารสัตว์ ปศุสัตว์ เพาะปลูกพืช) “กลางน้ำ” (ภาคการผลิตแปรรูป) “ปลายน้ำ” (ผลิตภัณฑ์อาหาร ธุรกิจร้านอาหาร)* โดยทั้ง Value Chain นี้ยังไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจอีกหลากหลาย เช่น ธุรกิจการเกษตร ธุรกิจไบโอชีวภาพอาหาร ฯลฯ

ในประเทศไทยเองนั้น มีสตาร์ทอัพที่เป็น Foodtech อยู่พอสมควรแต่ส่วนใหญ่ยังเป็นธุรกิจปลายน้ำ ที่ให้บริการด้านแฟลตฟอร์ม เช่นการส่งอาหาร (Food Delivery) อย่าง Foodpanda หรือการรับจองร้านอาหารซึ่งมี Hungry Hub เป็นผู้ที่ทำระบบนี้ รวมถึงสตาร์ทอัพเจ้าดังที่เริ่มธุรกิจจากการทำเรื่องรีวิวร้านอาหารอย่าง Wongnai เป็นต้น  ทั้งนี้ ประเทศไทยยังต้องการ Foodtech ที่เป็น Deep Technology มากขึ้น ซึ่งสตาร์ทอัพไทยที่เป็นหนึ่งใน Deep-Tech ด้าน Food Biotechnology คือ JuiceInnov8 ที่นำงานวิจัยมาพัฒนาเทคโนโลยีการลดน้ำตาลด้วยจุลินทรีย์ เพื่อผลิตน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ,  EATLAB เป็นสตาร์ทอัพด้านอาหารที่ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าด้วยสมองกลอัจฉริยะ เพื่อให้ผู้ประกอบการด้านอาหาร เครื่องดื่ม สามารถเข้าใจผู้บริโภคได้ในเชิงลึก รวมถึงเทรนด์ของอาหารที่เริ่มเปลี่ยนไป จากพฤติกรรมของผู้บริโภค และการเข้าสู่สังคม Aging Society ล้วนแต่เป็นโอกาสทองให้สตาร์ทอัพสายกินเข้ามาลุยในอุตสาหกรรมนี้ได้อีกมากมาย

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าปีนี้ Startups, SMEs จะเจอเหตุการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามการค้า ค่าเงินบาทแข็ง ภัยแล้ง ฯลฯ ย่อมทำให้มีบางธุรกิจซบเซา และมีบางธุรกิจกลับเติบโตได้ ดังนั้นในฐานะผู้ประกอบการก็ต้องมองให้ออกว่าในสถานการณ์แบบนี้ มีเรื่องอะไรที่เป็นข่าวดีที่จะทำให้ธุรกิจเรารอด   มีหนทางหรือมีโครงการการสนับสนุนอะไรบ้าง อาทิ ประเทศไทยได้กลับมาอยู่บนแผนที่โลกโดยเป็นประเทศที่น่าลงทุนอีกครั้ง เม็ดเงินลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ (Gov. Grant, VC, CVC) ที่กำลังมองหาธุรกิจที่น่าร่วมลงทุนด้วยซึ่งมากกว่าแสนล้านบาท โครงการต่างๆ มากมายที่ภาครัฐและเอกชน ช่วยกันผลักดันสนับสนุนให้ Startups, SMEs สามารถเริ่มต้นธุรกิจ รวมถึงบ่มเพาะจนธุรกิจเข้มแข็ง ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เราสามารถไปใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งสิ้น ดังนั้น เริ่มต้นปีหนูทองก็ต้องเริ่มที่วิธีคิดแบบเชิงรุก Proactive และคิดแบบ Positive มองภาพรวมแบบระยะยาว ก็จะทำให้การทำธุรกิจมีโอกาสปัง มากกว่าพังแน่นอน


บทความโดย : นุชนาถ คุณความดี
ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ประกอบการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

ภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

บทความก่อนหน้า

เมื่อ WeWork ต้อง ReWork บทเรียนการเตรียม IPO

บทความถัดไป

เปิดวาร์ป 10 หนังสือธุรกิจน่าอ่าน จากห้องสมุดมารวย (ตอนที่ 1)