บทความ

>

เมื่อ WeWork ต้อง ReWork บทเรียนการเตรียม IPO

เมื่อ WeWork ต้อง ReWork บทเรียนการเตรียม IPO

HIGHLIGHTS:

  • รู้จัก WeWork สตาร์ทอัพที่เริ่มต้นธุรกิจจากการให้บริการ Co-Working Space และเติบโตแบบก้าวกระโดด จนสามารถระดมทุนได้มากกว่าหลายพันล้านเหรียญ ก้าวสู่การเป็นยูนิคอร์นในระยะเวลาเพียง 9 ปีและมีเป้าหมายต้องการ Exit โดยการ IPO
  • WeWork ยื่นแผนการกระจายหุ้นสู่สาธารณะ (IPO) ในเดือนสิงหาคม 2019 แต่ต้องสะดุดและเลื่อนการ IPO ออกไป ด้วยเหตุผลหลายประการ อาทิ การประเมินมูลค่าบริษัท ธรรมาภิบาล ความกังวลของนักลงทุนต่อผลการขาดทุนสะสม เป็นต้น ซึ่งบทเรียนเหล่านี้ สามารถเป็นอุทาหรณ์ให้กับสตาร์ทอัพที่กำลังวางแผน IPO ได้เป็นอย่างดี
เวลาในการอ่าน  5  นาที

WeWork ธุรกิจ Co-Working Space ยูนิคอร์นอันดับ 4 ของโลก ต้องเลื่อนกำหนดการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนใน NASDAQ เนื่องจากประสบปัญหาด้านธรรมาภิบาลของบริษัทและมูลค่าการเสนอขายหุ้นต่ำกว่าเป้าหมายที่ $47B

เกิดอะไรขึ้นกับสตาร์ทอัพที่มีผู้ลงทุนระดับโลกอย่าง Softbank หนุนหลังอยู่!!

 

ทำความรู้จักกับ WeWork

WeWork ก่อตั้งในปี 2010 โดย Miguel McKelvey กับ Adam Neumann มีสำนักงานใหญ่ที่นิวยอร์ค เริ่มจากเปิดพื้นที่ออฟฟิศให้คนมาทำงานร่วมกันในตึกเล็กๆ แห่งหนึ่งในย่าน Soho ของนิวยอร์ค ในช่วงที่เศรษฐกิจอเมริกายังไม่ฟื้นตัวดีจากวิกฤตทางการเงินโลกปี 2008 และฟองสบู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจในลักษณะนี้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นการทำธุรกิจในราคาประหยัด รวมถึงบริษัทที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายจากค่าเช่าตึกสำนักงานในย่านธุรกิจ

WeWork ยังจับมือเป็นพันธมิตรกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในแต่ละประเทศ เพื่อขยายตลาดต่างแดนโดยใช้เทคโนโลยี Bigdata หา traffic flow เน้นทำเลย่านใจกลางเมืองในหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก ทั้งปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, เบอร์ลิน, เม็กซิโกซิตี้, บัวโนสไอเรส, ปารีส, เซาเปาโล, มุมไบ, โบโกตา, เมลเบิร์น และกรุงเทพ จนมีคนกล่าวว่า WeWork คือบริษัทอสังหาริมทรัพย์มากกว่า Tech Company

ข้อมูลสิ้นปี 2018 WeWork มีพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการทั่วโลกรวม 46.63 ล้านตารางฟุต ใน 111 เมืองทั่วโลก และมีสมาชิกใช้บริการวันละ 527,000 คน

 

เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยรูปแบบธุรกิจที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน

ธุรกิจการทำ Co-working space ได้รับอานิสงค์จากกระแสการเติบโตของ Digital Nomad และสตาร์ทอัพกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ต้องการนั่งทำงานที่ไหนก็ได้ เพียงมีอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ดังนั้น WeWork จึงไม่ใช่เพียงแค่ออกแบบพื้นที่นั่งทำงาน แต่ยังสร้างวัฒนธรรมการทำงานในรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ Digital Nomad ด้วยการสร้าง Intrepreneur เพื่อเปิดโอกาสในการเติบโตด้วยการจัดกิจกรรม Business Networking สร้าง Community และ Connection ให้เข้าถึงโอกาสทางธุรกิจ

รูปแบบของ WeWork คล้าย Airbnb ที่เน้นตอบสนองความต้องการแบบ on-demand ซึ่ง WeWork ทำธุรกิจโดยการเช่าพื้นที่ระยะยาวเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ถูกลงและมาจัดสรรให้คนใช้งานในระยะสั้น

WeWork ไม่ได้มองว่าตัวเองทำแค่ธุรกิจ Co-working space แต่พื้นที่ทุกตารางเมตรคือโอกาส จึงเพิ่มบริการตั้งแต่การเช่าโต๊ะทำงาน ห้องประชุม ไปจนถึงออฟฟิศส่วนตัว ควบคู่กับขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มฟรีแลนซ์และสตาร์ทอัพ มาจับตลาดของบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการปรับเปลี่ยนบรรยากาศการทำงาน เช่น GM, IBM, Microsoft, BuzzFeed และ Spotify ที่มี Facility ส่วนกลางที่สามารถแบ่งปันใช้งานร่วมกัน รวมถึงสามารถจัดประชุม งานเลี้ยงสังสรรค์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

นอกจากนี้ WeWork ยังขยายธุรกิจใหม่ ได้แก่ WeLive บริการแชร์ที่พักให้กับคนทั่วไป (Coliving) และ WeWork Wellness ฟิตเนสใน Co-working space แห่งแรกที่ สาขานิวยอร์ก หวังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง (Urban Living) แบบครบวงจร

 

ก้าวสู่การเป็นยูนิคอร์น

WeWork ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก ข้อมูลจาก CB Insights และ Crunchbase พบว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 สามารถระดมทุน Series C ได้จำนวน $157M มี Valuation $1.6B กลายเป็นยูนิคอร์นรายแรกในวงการอสังหาริมทรัพย์ Neumann เป็นคนที่มีความฝันและความทะเยอทะยานในการสร้างธุรกิจอย่างแรงกล้า ในปี 2017 เขามีโอกาสได้พบกับ Masayoshi Son เจ้าพ่อ Venture ผู้บริหาร Soft Bank และ Vision Fund จึงชวนนั่งรถคุยกันครึ่งชั่วโมง Masayoshi Son ได้ร่างแผนการขยายธุรกิจบนรถให้ Neumann ดูและก่อนลงจากรถได้เซ็นสัญญาลงทุนใน WeWork เพื่อให้ Soft Bank ทำตลาดในญี่ปุ่น และลงทุนใน Series G ด้วยเงิน $4.4 B จากนั้นลงทุนอย่างต่อเนื่องจนล่าสุด Series H ในเดือนมกราคม 2019 ด้วย Valuation $47B รวมเงินลงทุนจาก Softbank $10.65B คิดเป็นสัดส่วนการถือครองหุ้น 29%

สะดุดแผนสู่การ IPO

WeWork ได้ยื่นแผนการกระจายหุ้นสู่สาธารณะ หรือ Initial Public Offering (IPO) ในเดือนสิงหาคม 2019 โดยยื่นงบการเงินปี 2018 ด้วยรายได้ $1.8B แต่รวมแล้วขาดทุน $1.6B รวมทั้งมีประเด็นธรรมาภิบาลของบริษัท (Corporate Governance) เช่น การปล่อยกู้ให้ Neumann $7M, การมี Voting Right 20:1, การตั้งภรรยาเป็นคนวาง Succession Plan เป็นต้น

Morgan Stanley ที่เป็น lead underwriter ได้ทำการทดสอบความต้องการนักลงทุนพบว่ามูลค่าบริษัทที่นักลงทุนสนใจอยู่ที่ $10-12B ทั้งที่เงินจากการระดมทุนช่วง 9 ปีที่ผ่านมามีไม่ต่ำกว่า $12.8B ต่ำกว่าที่ Softbank ประเมินที่ $47B กว่า 60% ทำให้ Softbank ต้องกดดันให้เลื่อนการทำ IPO การที่ Softbank ประเมินมูลค่าบริษัทที่ $47B เป็นการประเมินจากมูลค่าทรัพย์สินที่ได้มีการทำสัญญาเช่าด้วย model “space as a service” ในขณะที่ Investment Banker ทำการประเมินมูลค่าบริษัทจากส่วนของผู้ถือหุ้นและรายได้จากสินทรัพย์ที่คาดว่าจะได้ $4B อีกทั้งนักลงทุนมีความกังวลต่อผลขาดทุนสะสมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจส่งผลต่อรายได้ ภาระหนี้คงค้างกับธนาคาร $9B ทำให้เกิดประเด็นที่มีการตั้งคำถามเป็นจำนวนมากในการเกิดฟองสบู่จากมูลค่าของ Tech Company

ยิ่งเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่าง IWG ซึ่งมีขนาดพื้นที่ให้บริหารใกล้เคียงกัน แต่มีความสามารถในการทำกำไรได้ดีกว่า กลับมีมูลค่าบริษัทอยู่ $4.5B ต่างกัน 10 เท่า

ปลายเดือนกันยายน 2019 คณะกรรมการมีมติลด Voting Right ของ Neumann เหลือ 10:1 และออกจาก ตำแหน่ง CEO ไปเป็นประธานกรรมการบริหารแทน โดยแต่งตั้ง Artie Minson และ Sebastian Gunningham เป็น Co-CEO แทน รวมถึงขายบริษัทที่ซื้อมา 3 แห่งคือ Managed by Q, Conductor และ Meetup เพื่อให้ลดผลการขาดทุนของบริษัท โดยตั้งเป้าให้สามารถทำ IPO ได้ที่มูลค่า $20-30B

 

บทสรุป

แม้กรณีของ WeWork จะยังไม่เข้าข่ายการเป็นแชร์ลูกโซ่ (Ponzi Scheme) เหมือนที่หลายคนตั้งคำถามเนื่องจากไม่ได้นำเงินจากคนมาทีหลังจ่ายให้คนมาก่อนด้วยผลตอบแทนสูง แต่เป็นการประเมินมูลค่าของธุรกิจสตาร์ทอัพที่ไม่มีมาตรฐานแน่นอน โดยมองจากโอกาสในการหารายได้เช่น จำนวนลูกค้าเทียบรายได้จากลูกค้าต่อคน มูลค่าทรัพย์สินเทียบรายได้จากทรัพย์สิน แต่มองข้ามตัวเลขทางการเงิน ในขณะที่คนทั่วไปมักประเมินมูลค่าของธุรกิจจากกระแสเงินสดและความสามารถในการทำกำไร ธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงผู้ลงทุนในวงกว้าง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องให้ความสำคัญในตัวเลขทางการเงิน และการทำกำไรของบริษัทซึ่งอาจวัดด้วยเครื่องมือที่คุ้นเคยกันดี เช่น Revenue on Asset, Revenue on Equity หรือ Profit Margin รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นจากระบบจัดการที่มีธรรมาภิบาลโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้


แหล่งข้อมูลอ้างอิง :
https://herostocks.ca/wework-is-the-most-ridiculous-ipo-of-2019/
https://gizmodo.com/reports-wework-to-delay-ipo-amid-suspicion-it-is-not-a-1838168047
 
เขียนโดย : พงศ์ปิติ เอกเธียรชัย
ผู้จัดการ
บริษัท ไลฟ์ฟินคอร์ป จำกัด (LiVE)

 

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

การระดมทุน
IPO

บทความก่อนหน้า

สรุปประเด็นจากงาน Sharing หัวข้อ “Making Impact with Data”

บทความถัดไป

อุตสาหกรรมใดรุ่ง ดันให้สตาร์ทอัพพุ่งในปี 2563