บทความ

>

Growth Hacking...แค่การตลาดสร้างกระแสเท่านั้นหรือ?

Growth Hacking...แค่การตลาดสร้างกระแสเท่านั้นหรือ?

HIGHLIGHTS :

  • รู้จักและเข้าใจประโยชน์ของการทำ Growth Hacking เพื่อการเติบโตแบบ 10 เท่า (10X)
  • ศาสตร์ที่สตาร์ทอัพจำเป็นต้องใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยกลยุทธ์แบบ Growth Hacking
  • ความแตกต่างระหว่าง Growth Hacking กับ Digital Marketing ซึ่งการทำ Growth Hacking เป็น Scientific Marketing แบบหนึ่ง ที่ต้องใช้ความรู้ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์
  • ตัวอย่างธุรกิจสตาร์ทอัพทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย ที่เติบโตโดยใช้วิธี Growth Hacking
เวลาในการอ่าน  3  นาที

“HACK” เป็นคำที่อาจจะฟังดูมีความหมายในแง่ลบ เนื่องจากถูกนำมาใช้ในความหมายของการเจาะเข้าระบบ การแฮกข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต (และผิดกฎหมาย) แต่ในปัจจุบัน คำนี้ถูกนำมาใช้ในวงการสตาร์ทอัพกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งใช้กันในความหมายด้านบวก โดย Hack หมายถึงการคิดหาวิธีแปลกใหม่ หาโอกาสและช่องทางใหม่ๆ แตกต่างไปจากแบบเดิมๆ ตัวอย่างของ Hack ที่ถูกนำมาใช้ เช่น Hackathon มาจากคำว่า Hack รวมกับคำว่า Marathon หมายถึง การทำกิจกรรมระดมสมองในการคิดหาไอเดีย หรือการหาและพัฒนานวัตกรรมการแก้ไขปัญหาสินค้าบริการ โดยงานจะจัดแบบต่อเนื่อง ซึ่งมีตั้งแต่ 12 ชม. – 72 ชม. เพื่อให้ได้ Solutions หรือ MVP

Growth Hacking เป็นอีกคำศัพท์ที่ใช้พูดถึงเรื่องการเติบโตของธุรกิจ แต่ไม่ได้หมายถึงการเติบโตแบบทั่วๆ ไปในวง     การสตาร์ทอัพจะหมายถึง การใช้วิธีการหรือกระบวนการที่จะทำให้กิจการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมุ่งเน้นการนำเทคนิคและเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มฐานลูกค้า ซึ่งในบทความนี้ จะมาไขข้อข้องใจ (ของหลายๆ คน) ว่า Growth Hacking คืออะไร เหมือนหรือต่างจากการทำการตลาดอย่างไร ทำไมสตาร์ทอัพถึงต้องใช้กลยุทธ์ Growth Hacking ในการทำให้ธุรกิจเติบโตแบบ 10X

เรื่องแรกที่อาจจะเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนัก เมื่อหลายๆ คนมองว่า Growth Hacking ก็เหมือนการทำการตลาด เนื่องจากการจะทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว วิธีที่ได้ผลมากที่สุดก็คือการทำการตลาดเพื่อเพิ่มจำนวนลูกค้าหรือผู้ใช้งานเข้ามานั่นเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว Growth Hacking ไม่ใช่เรื่องการทำการตลาดเพียงอย่างเดียว Growth Hacking เป็นเสมือนส่วนผสมของศาสตร์ที่หลากหลาย ซึ่งได้รวมทั้งเรื่องการตลาดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Marketing) บวกด้วยการเข้าใจและนำพฤติกรรมผู้บริโภคมาวิเคราะห์ ทดสอบและติดตาม (Behavioral Tracking/ Behavior Psychology + Data Analytics) และการนำเทคโนโลยี (Technology & Automation) มาใช้เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายที่สุด ดังนั้น Growth Hacking จึงถือว่าเป็น Scientific Marketing ที่ต้องใช้ความรู้ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ โดยผู้ที่เป็น Growth Hacker จำเป็นต้องใช้ทักษะตั้งแต่สังเกต ทดลอง เรียนรู้โดยการสร้างสมมติฐาน หาสาเหตุของปัญหาหรือความต้องการจากข้อมูลเชิงลึก (Insights) แล้วนำข้อมูลเหล่านั้น มาวิเคราะห์เพื่อนำมาทดสอบหรือใช้ปรับปรุงแก้ไข และนำไปวัดผลต่อไป

 

 

ดังนั้น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจและเห็นความแตกต่างระหว่างการทำ Growth Hacking กับ Digital Marketing (การทำการตลาดโดยนำความคิดสร้างสรรค์ มาผสานเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสื่อสารข้อความ /แคมเปญไปยังกลุ่มเป้าหมาย) ผู้เขียนขอสรุปความแตกต่างไว้ตามตารางด้านล่าง พร้อมตัวอย่างประกอบของธุรกิจสตาร์ทอัพที่ใช้กลยุทธ์ Growth Hacking สร้างการเติบโต สามารถเพิ่มจำนวนผู้ใช้สินค้าบริการได้อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างธุรกิจสตาร์ทอัพต่างประเทศ

Spotify (Platform การฟังเพลงออนไลน์ /บริการสตรีมมิ่งเพลงออนไลน์ที่มีผู้ใช้งานมากถึง 217 ล้านคน) ซึ่ง Spotify ทำ Growth Hacking ในช่วงต้นของธุรกิจด้วยการเกาะติดไปกับ Facebook โดยการเชื่อมบัญชีผู้ใช้งานเข้ากับ FB เมื่อผู้ใช้บริการฟังเพลงผ่าน Spotify จะสามารถแชร์เพลงที่ตัวเองฟังบน FB ให้เพื่อนๆ เห็น และเมื่อเพื่อนๆ คลิกไปที่ Spotify ก็จะทำให้ไปเด้งขึ้นในหน้า FB ของตัวเอง จึงทำให้การขยายวงผู้ใช้แพร่หลายในวงกว้างอย่างรวดเร็ว จำนวนผู้เข้ามาใช้งานจึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ตัวอย่างธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศไทย

Joylada หรือจอยลดา “นิยายแชต” แอพพลิเคชันเขียนและอ่านนิยายแชตรูปแบบ UGC (User-Generated Content) ของเครืออุ๊กบี โดยวิธีการทำ Growth Hacking ของจอยลดานั้น เริ่มจากวิเคราะห์พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย (ผู้หญิงอายุ 13 – 24 ปี) ที่ชอบแชตกันเป็นประจำอยู่แล้ว หากแต่งนิยายแนวใหม่ที่เป็นแบบแชต ซึ่งเป็นข้อความแบบสั้นๆ กระชับๆ ก็น่าจะดึงดูดความสนใจของกลุ่มนี้ได้มากขึ้น บริษัทจึงเริ่มด้วยการปล่อยนิยายแชตกว่า 100 เรื่องไปยังกลุ่ม Early Adopter (กลุ่มเครือข่ายในอุ๊กบีทั้งจากธัญวลัย และ Storylog) ปรากฏว่าจอยลดาติดตลาดอย่างรวดเร็ว เกิดกระแสการบอกต่ออย่างแพร่หลาย รวมถึงติดเทรนด์ใน Twitter ที่มีการติดแฮชแท็กชื่อนิยายเด่นๆ ดึงดูดให้คนเข้าแอพฯ สม่ำเสมอ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 2 ล้านคนต่อเดือน

 

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงพอจะเข้าใจและเห็นภาพบ้างแล้วว่า สตาร์ทอัพต้องใช้ความรู้ ทักษะและเครื่องมืออะไรบ้างในการทำ Growth Hacking เพื่อสร้างกระแสสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดให้กับธุรกิจ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ประกอบการต้องอย่าลืมว่า สิ่งสำคัญมากกว่าแค่การสร้างกระแส คือเรื่องคุณภาพของสินค้าบริการของเรา เพราะเมื่อใดที่ลูกค้าเข้ามาซื้อหรือใช้งานของเราแล้วเกิดไม่ประทับใจ การที่เขาเหล่านั้นจะกลับมาใช้ซ้ำอีกย่อมเป็นเรื่องที่ยาก รวมถึงอาจจะไปสร้างกระแสในด้านลบให้กับธุรกิจเราก็เป็นได้ ดังนั้น การเติบโตของธุรกิจในยุคดิจิทัลนี้ คือการเติบโตโดยการให้สินค้าบริการที่มีคุณภาพและต้องจริงใจกับผู้ใช้เท่านั้น ถึงจะรอด


ข้อมูลอ้างอิง : growthbee.com, wjames.co
 
เขียนโดย :  นุชนาถ คุณความดี
ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ประกอบการ
ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI)
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

การเติบโตของธุรกิจ
การตลาด

บทความก่อนหน้า

เรียนรู้จาก Steve Blank เจ้าพ่อ Lean Startup

บทความถัดไป

ส่องเวียดนามกับสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์น