บทความ

>

บทเรียนจากกรณีศึกษายูนิคอร์นในประเทศจีน

บทเรียนจากกรณีศึกษายูนิคอร์นในประเทศจีน

ในโลกของสตาร์ทอัพ ใครๆ ก็อยากเป็น Unicorn (สตาร์ทอัพที่มีมูลค่าบริษัทตั้งแต่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขึ้นไป) แต่โอกาสในการเติบโตถึงระดับ Unicorn มีเพียง 1.2% (CB Insight) และประเทศไทยยังไม่มี Unicorn ขณะที่เพื่อนบ้านรอบๆ มีกันแล้ว จะทำอย่างไรให้เราจึงมี Unicorn เหมือนเขาบ้าง

Price Waterhouse Cooper ได้เผยแพร่ผลสำรวจ Unicorn ในจีนปี 2018 จากบทความ “The new Chinese unicorns: Seizing opportunity in China burgeoning economy” พบประเด็นที่น่าสนใจให้ได้เรียนรู้กัน

กลุ่ม Unicorn ในจีนได้แก่ Tencent, Alibaba, Baidu, JD มีอายุกิจการไม่ถึง 21 ปี สามารถกลายเป็น Super Unicorn ด้วยอานิสงส์จากความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักในการเติบโตของธุรกิจ หลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านจากแรงขับเคลื่อนด้วยการลงทุนสู่การเติบโตด้วยการบริโภคในประเทศ การขยายตัวจากการใช้งานอินเตอร์เน็ตก่อให้เกิดตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ โดยมีกลุ่ม Gen X Gen Y เป็นผู้บริโภคหลัก ก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ กลุ่มคนหนุ่มสาวมองหาสินค้าและบริการที่มีความคุณสมบัติที่ฉลาด ตอบสนองความสะดวกสบาย และปรับเปลี่ยนตามลักษณะของแต่ละบุคคล โลกวันนี้แข่งกันด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี บริษัทที่สามารถความเข้าใจข้อมูลอย่างลึกซึ้ง มีการใช้เทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์และ Blockchain จะสามารถครองใจผู้บริโภค

แหล่งทุนเพื่ออนาคต

หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนให้ความสำคัญในการพัฒนาและดึงดูดบริษัทไฮเทคในจีนด้วยการสนับสนุนนโยบายด้านตลาดทุนและแหล่งเงินทุนที่มีช่องหลากหลายให้เลือกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เกิดการเติบโตในธุรกิจ

จากการสำรวจพบว่า บริษัทโดยส่วนใหญ่ได้เตรียมความพร้อมในด้านการเงิน ระบบบัญชี การเสียภาษี การกำกับดูแลภายใน เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์การจดทะเบียนในตลาดหุ้น โดยตั้งเป้าจดทะเบียนภายใน 2 ปี แม้ว่ากว่า 48% จะเกิดการควบรวมกิจการ (M&A) ภายหลัง แต่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มีความมุ่งมั่นในการพาธุรกิจให้เป็นบริษัทชั้นนำของโลก

หน่วยงานกำกับดูแลด้านตลาดทุน (China Securities Regulatory Commission หรือ CSRC) เทียบกับในประเทศไทยคือ  สำนักงานก.ล.ต. ได้เปิดทางให้บริษัทไฮเทคที่จดทะเบียนในต่างประเทศสามารถกลับมาจดทะเบียนในจีน โดยเน้น 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ไบโอเทคโนโลยี Cloud Computing ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีขั้นสูงในอุตสาหกรรม ซึ่งเร็วๆ นี้จะเห็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีกลับมาจดทะเบียนใน A-Share

นอกจากนี้ ยังมีการผ่อนผันโดยใช้เกณฑ์ Weighted Voting Rights หรือสิทธิในการออกเสียงเหนือสิทธิทั่วไปในตลาดหุ้นฮ่องกงเหมือนกรณีของ Facebook ที่ Zuckerberg มีสิทธิออกเสียงมากกว่าผู้ถือหุ้นทั่วไป

ด้านผู้ลงทุนประเภท Venture Capital มีความชื่นชอบในธุรกิจ B2C โดยเฉพาะกลุ่มขนส่งซึ่งได้รับอานิสงจากนโยบายด้านรถไฟฟ้าในจีน กลุ่ม FinTech จากการขยายตัวผู้บริโภค และผลิตภัณฑ์สำหรับองค์กร

กลุ่ม Healthcare เองก็มีแนวโน้มในการได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากการสนับสนุนด้านไบโอเทค ความใส่ใจสุขภาพและประชากรสูงวัย ในขณะนี้ธุรกิจ e-commerce ได้รับความสนใจน้อยลงเนื่องจากผ่านช่วงการเติบโตมาแล้ว

ไม่ใช่ว่าผู้ลงทุนจะเป็นผู้เลือกบริษัทที่จะลงทุนเพียงฝ่ายเดียว บริษัท Unicorn เองก็มีปัจจัยในการเลือกผู้ลงทุนเช่นกัน โดยหลักคือ เลือกจากชื่อเสียงของ Venture Capital ที่จะมาลงทุน ผลประโยชน์ด้านธุรกิจและจำนวนลูกค้าที่จะเพิ่มขึ้น และมูลค่าการลงทุนที่ได้รับ

ความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี

บริษัท Unicorn ส่วนใหญ่กว่า 40% มองว่าธุรกิจของตนมีจุดเด่นที่ทำให้เหนือกว่าคู่แข่งในเรื่องเทคโนโลยีและข้อมูล รองลงมาได้แก่ การตลาดและพันธมิตรธุรกิจ

เมื่อมองถึงนวัตกรรม ไม่ใช่เพียงด้านเทคโนโลยีเท่านั้นแต่รวมถึงรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่เน้นประสบการณ์ผู้ใช้งาน (User Experience) ที่ได้รับความสะดวกสบายในราคาที่ถูกลง

บริษัทหลายแห่งเลือกสร้างความแตกต่างโดยการใช้ Big Data ในการพัฒนาสินค้าและบริการ เช่น การเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค และคาดการณ์แนวโน้มความชื่นขอบเพื่อสร้างแคมเปญการตลาดได้อย่างถูกต้องสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ

ในด้านการลงทุนทางเทคโนโลยี มีการลงทุนสูงสุดในด้าน  Artificial Intelligence หรือ AI (67%), Cloud Computing (42%), Internet of Thing หรือ IOT (37%) และ 5G (34%) ขณะที่เทคโนโลยี Blockchain หุ่นยนต์ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ VR AR Quantum ได้รับความสนใจ 20% และโดรนหรือ UAV ได้รับความสนใจเพียง 4%

การลงทุนด้าน AI มีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในหลายอุตสาหกรรม บริษัท Unicorn หลายแห่งเริ่มปรับเปลี่ยนการรับบุคลากรและการดำเนินธุรกิจที่เน้น AI มากขึ้น

PWC ทำนายว่าในปี 2030 การลงทุนด้าน AI จะมีมูลค่าถึง 15.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 500 ล้านล้านบาท

การดึงดูดและรักษาคน

Unicorn ส่วนใหญ่จะมีพนักงานอายุเฉลี่ย 25-30 ปี ขณะที่ผู้บริหารซึ่งส่วนใหญ่เคยผ่านงานบริษัทระดับ Top ของโลก เช่น Amazon Google Apple Facebook Microsoft มีอายุระหว่าง 30-40 ปี จึงเป็นความท้าทายในการบริหารและจูงใจคนรุ่นใหม่ การบริหารจัดการแบบเดิมที่เน้นผลตอบแทนไม่สามารถใช้ได้อีก บริษัทยุคใหม่ต้องสร้างความก้าวหน้าในอาชีพให้ชัดเจน เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาและแสดงศักยภาพให้เต็มที่

การสร้างบริษัทในยุคใหม่ ผู้บริหาร จึงเน้นการ ดึงดูดคนเก่ง สร้างแบรนด์ สร้างวัฒนธรรมและคุณค่าองค์กร มากกว่าการควบคุมค่าใช้จ่ายและใช้เทคโนโลยี พวกเขารู้ดีว่า ตลาดจีนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เงินทุนไม่ใช่ปัญหาใหญ่แต่การทุ่มเทเอาใจใส่พนักงานจะสร้างผลให้เกิดความคุ้มค่าต่อการเติบโตในระยะยาว

นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานทุก 12 เดือนเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการทำงาน และส่วนใหญ่เน้นการจัดโครงสร้างตามผลิตภัณฑ์มากกว่าตามฟังก์ชั่น

อย่างไรก็ดี การขาดแคลนบุคลากรด้าน AI และ Blockchain ยังเป็นปัญหาใหญ่และความท้าทายต่อการเติบโตของบริษัทในจีน

ก้าวต่อไปของ Unicorn

กลุ่ม Millennials หรือคนที่เกิดในยุค 1990 จะเป็นผู้บริโภคหลักในยุคถัดไป กลุ่มคนเหล่านี้จะสนใจความฉับไว ความใส่ใจตนเอง และ Personalization มากกว่าคนยุคก่อน การทำการตลาดจึงเน้นด้านการสร้างแบรด์และโปรโมทผ่านช่องทางโซเชียล

เมืองรองในจีนกำลังเติบโตขึ้นเป็นจำนวนมากทำให้เกิดความต้องการในการบริโภคสูง และยังมีโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศโดยเฉพาะ Asia Pacific ในแถบอาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดีย ผ่านนโยบาย One Belt One Road โดยเฉพาะกลุ่ม Technology Media และ Telecommunication (TMT)

นอกจากนี้ การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและการคุกคามทางไซเบอร์เป็นประเด็นที่บริษัทต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นในอนาคต

เมื่อดูผลสำรวจบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีในจีน จะเห็นได้ว่า ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูงคือธุรกิจ B2C ที่เน้นการใช้ Big Data วิเคราะห์และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคสามารถตอบสนองความต้องการที่ไม่เคยมีมาก่อนในราคาที่ถูกลง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงในช่วงเริ่มต้น สิ่งเหล่านี้เป็นกรณีศึกษาสำหรับบริษัทไทยที่ต้องการเติบโตให้ได้ในระดับ Unicorn


Credit : https://www.pwc.com/gx/en/technology/publications/assets/pwc-chinese-unicorns.pdf
 
เขียนโดย : พงศ์ปิติ เอกเธียรชัย
ผู้จัดการ
บริษัท ไลฟ์ฟินคอร์ป จำกัด (LiVE)

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

ยูนิคอร์น
เทคโนโลยี
กรณีศึกษา

บทความก่อนหน้า

Disruption ในอุตสาหกรรมวิสกี้

บทความถัดไป

IPO เส้นทาง Exit ของ Unicorn