บทความ

>

เส้นทางสู่การเป็น Product Market Fit

เส้นทางสู่การเป็น Product Market Fit

HIGHLIGHT :

การพัฒนาสินค้าบริการของเหล่า Startup เพื่อให้ประสบความสำเร็จนั้น Idea ดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องแปลง Idea นั้นให้เป็นสิ่งที่นำมาใช้แก้ปัญหา ตอบโจทย์แก่ผู้คน และทำให้คนเหล่านั้นยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าบริการนั้น แนวคิดเพื่อการแปลง Idea ไปเป็น Product Market Fit นั้น ทำอย่างไร

เวลาในการอ่าน 3 นาที

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นมาสักอย่างนั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งความคิดในเชิงเหตุผลและความคิดสร้างสรรค์ หรือที่เรียกกันว่าใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ การที่เหล่า Startup พยายามแปลงจากไอเดียให้เป็นสินค้า/บริการ เพื่อให้ตอบโจทย์หรือแก้ปัญหาให้ผู้บริโภคนั้น ต้องผ่านการพัฒนาในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการตอบโจทย์ได้ตรงความต้องการหรือความสะดวกในการใช้งาน  สิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะนึกคิดเอาเองไม่ได้ ต้องมีการหาข้อมูลมา Support เพื่อสร้างสินค้าที่เป็นที่ต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้สินค้านั้น “ขายได้”

ก่อนที่จะมาเป็นสินค้าและบริการที่ผู้ใช้พึงพอใจและกลายเป็นลูกค้านั้น  ส่วนมากจะมีเส้นทางที่จะนำไปสู่การเป็น Product Market Fit ดังนี้

Market Validation การยืนยันว่าไอเดียนั้นสามารถแก้ปัญหา ตอบโจทย์กับคนในสังคมได้ มีตลาดสำหรับสินค้า บริการนั้นจริง พูดง่ายๆ คือ ถ้าผลิตสินค้า/ บริการ แล้วจะมีคนต้องการและยินดีซื้อสินค้าเหล่านั้น ทั้งนี้พบว่า 42% ของ Startups ที่ล้มเหลวเพราะไม่มีตลาด คนไม่ได้ต้องการสินค้านั้นจริงๆ ขั้นตอนนี้เป็นการพุดคุยสอบถามกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง อาจจะเป็นเพื่อน คนในครอบครัว ผู้ร่วมก่อตั้ง หรือผู้ประกอบการอื่นๆ ในตลาดที่รู้จัก และอาจจะขยายไปยังเครือข่ายที่กว้างขึ้น แต่ยังไม่มีตัวสินค้าจริงไปนำเสนอแต่อย่างใด

Proof Of Concept  การพิสูจน์แนวคิดหรือไอเดีย Proof Of Concept นั้น ทำไปเพื่อเป้าหมาย 2 ประการคือ คนต้องการสินค้า/บริการนั้นหรือไม่ และสามารถที่จะนำมาผลิตเป็นสินค้า/บริการสู่ตลาดได้จริงหรือไม่ ถ้าการพิสูจน์แนวคิดนั้นให้ผลออกมาว่าแนวคิดนั้นสามารถทำได้จริง ก็จะเดินหน้าโครงการต่อไป

Prototype เป็นสินค้าเริ่มต้นที่มองเห็นเป็นรูปเป็นร่าง และมองเห็นว่าจะใช้มันได้อย่างไร แต่ยังนำไปใช้จริงไม่ได้ อาจเป็นภาพ Sketch หรือเป็น Model ใช้นำเสนอต่อกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง เช่น นักลงทุน ได้เห็น Idea ที่จะนำไปพัฒนาเป็นสินค้า/บริการต่อไป

Minimum Viable Product (MVP) เป็นสินค้า/บริการต้นแบบที่สามารถใช้งานได้แล้ว แต่จะมีเฉพาะ Function ที่สำคัญและจำเป็นที่พอใช้งานได้ ทำมาเพื่อจำหน่ายกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Early Adopter) ที่ชอบลองใช้สินค้าใหม่ๆ โดยผู้พัฒนาสินค้าและบริการจะรับ Feedback จากลูกค้าเพื่อนำไปพัฒนาสินค้า/บริการต่อไป

Product Market Fit (PMF) เป็นสินค้า/บริการที่พัฒนาเพิ่มเติมจาก MVP ให้สมบูรณ์และรองรับความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น

คำถามคือ จะรู้ได้อย่างไรว่า สินค้า/บริการนั้น Fit กับตลาด วิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ Must-have Survey ซึ่งจะทำการสำรวจด้วยคำถาม 1-2 คำถาม  โดยคำถามสำคัญที่ต้องมี คือ

คำถามว่า คุณจะรู้สึกอย่างไร ถ้าคุณจะไม่ได้ใช้สินค้านี้อีก

  1. เสียใจมาก
  2. เสียใจบ้าง
  3. ไม่เสียใจ
  4. N/A ไม่ใช้สินค้านี้

ตัวชี้วัด PMF ที่สำคัญคือ 40% หรือมากกว่าของผู้ใช้สินค้า/บริการที่ตอบว่า “เสียใจมาก” เป็นตัวชี้วัดว่า ผู้ประกอบการได้นำเสนอสินค้าที่ “must-have” เข้าสู่ตลาด หรือเป็น Production Market Fit แล้ว

ทุกครั้งที่ทำอะไรใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าใหม่ Feature ใหม่ๆ ขอให้ตระหนักว่ากำลังค้นหาเพื่อเพิ่มความเป็น Product Market Fit และการใช้ตัวชี้วัด PMF นั้น ขอให้ใช้เพื่อการวัดความก้าวหน้าของการพัฒนาสินค้า อย่าหมกมุ่นกับการจะต้องทำให้ได้ตัวเลขที่ชี้ว่าเป็น PMF แล้ว ควรจะมุ่งมั่นกับการปรับปรุงและพัฒนาสินค้าบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีคนจ่ายเงินซื้อสินค้าบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


Credit : บทความ Proof of Concept vs. Prototype vs. MVP: Journey to Product Market Fit
https://www.codementor.io/blog/
สรุปและเรียบเรียงโดย : ปิยารมย์ ปิยะไทยเสรี
ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ประกอบการ
ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI)
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

เคล็ดลับทำธุรกิจ

บทความก่อนหน้า

เหลียวหลังสตาร์ทอัพไทยในปี 2561

บทความถัดไป

สตาร์ทอัพไทยเติบโตอย่างไรในปี 2562