บทความ

>

เหลียวหลังสตาร์ทอัพไทยในปี 2561

เหลียวหลังสตาร์ทอัพไทยในปี 2561

HIGHLIGHTS :

สรุปความเคลื่อนไหวของสตาร์ทอัพไทยในปี 2561 ในด้านการระดมทุนมี VC ลงทุนอยู่ราว 2,700 ลบ. โดย VC ส่วนใหญ่จะลงทุนใน Growth Stage (สตาร์ทอัพที่มีฐานลูกค้า รวมถึงรายได้ในการดำเนินธุรกิจ) โดยเฉพาะด้าน Fintech และ Lifestyle ด้านการระดมทุนจากธนาคารภาครัฐ มีจำนวนเงินลงทุนประมาณ 1,400 ลบ. ซึ่งมีการลงทุนกับสตาร์ทอัพใน Seed Stage (สตาร์ทอัพที่มีฐานลูกค้าและต้องการเงินทุนขยายกิจการ)

สตาร์ทอัพ ต้องพัฒนารูปแบบธุรกิจให้สามารถทำตลาดได้ดีเสียก่อน จึงจะสร้างความน่าสนใจให้แก่ VC ได้ เพราะนักลงทุน VC ส่วนใหญ่ จะเน้นการลงทุนกับธุรกิจที่ผ่านการพิสูจน์ในด้านการตอบรับสินค้าจากตลาดและมีโอกาสในการเติบโต

กลยุทธ์การเติบโตของสตาร์ทอัพไทย จะมีอยู่ 2 รูปแบบหลักๆ คือ 1.การรวมธุรกิจต้นน้ำปลายน้ำเข้าด้วยกัน เช่น Wongnai  2.การ synergize ธุรกิจที่มีความคล้ายคลึงกัน แต่อาจจับกลุ่มลูกค้าต่างกันเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น เกิดการประหยัดต่อขนาด เช่น Thoth Zocial รวมถึงการ Exit ก็มักเป็นการควบรวมกิจการและการขายกิจการ

เวลาในการอ่าน  2  นาที

สวัสดีครับ เราคงเริ่มคุ้นเคยกับธุรกิจสตาร์ทอัพที่เป็นธุรกิจในระยะเริ่มต้น ที่มีการนำแนวคิดใหม่ๆ มาแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ซึ่งภาครัฐได้ให้ความสนใจและสนับสนุนให้ธุรกิจมีการเติบโตเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืนในอนาคต ในช่วงที่ผ่านมามีการออกมาตรการสนับสนุนและช่วยเหลือหลากหลายรูปแบบ แต่สตาร์ทอัพในไทยยังมีการเติบโตที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค บทความในส่วนนี้จึงขอรวบรวมข้อมูล ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อเป็นการจุดประกายความคิดให้แก่ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพให้เข้าใจและปรับตัวเพื่อให้เกิดการเติบโตในธุรกิจ

ขอเริ่มต้นบทความแรกด้วยการสรุปความเคลื่อนไหวของสตาร์ทอัพในประเทศไทยปี 2561

ข้อมูลจากคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ ณ เดือนธันวาคม 2561 เปิดเผยว่า มีสตาร์ทอัพลงทะเบียนในระบบ startupthailand.org จำนวน 1,700 ราย ในจำนวนนี้มีเพียง 132 รายขึ้นทะเบียนกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ 111 รายขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ในส่วนของการระดมทุน พบว่าภาพรวมการลงทุนของ Venture Capital (VC) ไทยอยู่ประมาณ 2,700 ล้านบาท ($80 Mil.) จากเงินลงทุนรวมทั้งหมดเกือบ 30,000 ล้านบาท หรือประมาณ 10% ลดลงจากปี 2560 ที่มีการลงทุนสูงถึง 5,000 ล้าน โดยดีลใหญ่สุดคือ Eko ที่ได้รับเงินทุนใน Series B จำนวน 660 ล้านบาท ($20 Mil.) และการลงทุนส่วนใหญ่จะกระจุกตัวในสตาร์ทอัพที่อยู่ใน Growth Stage โดยเฉพาะด้าน Fintech และ Lifestyle ซึ่งในไทยมีจำนวนไม่มากนัก เช่น Eatigo, Omise, Ookbee, Roojai, Fastwork, Choco, FoodStory, Baania, Hiveground, Builk ทำให้ Venture Capital ไทยต้องมองหาสตาร์ทอัพในต่างประเทศมากขึ้น

Credit: https://www.startupthailand.org/eko-raises-us20-million-series-b-led-by-smdv-th/

สิ่งที่น่าคิดคือ สตาร์ทอัพไทยโดยส่วนมากมองหาเงินสนับสนุนผ่านการร่วมทุนจาก Venture Capital (VC) แม้จะมีอยู่จำนวนมาก แต่ VC มีการเลือกลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพเหมาะสมซึ่งมีจำนวนอยู่จำกัด โดยต้องเป็นสตาร์ทอัพที่มีฐานลูกค้า รวมถึงรายได้ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นลักษณะของสตาร์ทอัพที่อยู่ใน Growth Stage

ด้านภาครัฐ เมื่อดูตัวเลขที่ธนาคารภาครัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพในรูปแบบ Venture Capital หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจำนวน 52 ราย มีจำนวนเงินลงทุนประมาณ 1,400 ล้านบาท หรือเฉลี่ยรายละ 27 ล้านบาท ซึ่งบางส่วนเป็นสตาร์ทอัพที่อยู่ในระยะ Seed Stage ที่มีฐานลูกค้าและต้องการเงินทุนขยายกิจการ

จะเห็นได้ว่าผู้ร่วมลงทุนที่เป็นมืออาชีพ เช่น Venture Capital, Private Equity นั้น ส่วนใหญ่มองหาธุรกิจที่ผ่านการพิสูจน์ในด้านการตอบรับสินค้าจากตลาดและโอกาสในการเติบโต ดังนั้นสตาร์ทอัพต้องพัฒนารูปแบบธุรกิจให้สามารถทำตลาดได้ดีเสียก่อนจึงสร้างความน่าสนใจให้แก่ VC ได้

ในส่วนของช่องทางการ Exit ของสตาร์ทอัพยังเป็นการควบรวมกิจการและการขายกิจการ โดยล่าสุด Sellsuki ได้ถูกซื้อกิจการโดย LINE Corporation ส่วน Wongnai ได้เข้าไปลงทุนใน FoodStory เพื่อต่อยอดในธุรกิจ POS และลงทุนใน Blognone, Brandinside เพื่อสร้าง Content สำหรับ Ookbee ได้ซื้อ Storylog เพื่อต่อยอดแพลตฟอร์มการเขียนนิยายออนไลน์ Thoth Zocial ควบรวมกิจการกับ OBVOC เป็นต้น

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เห็นถึงกลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีทั้ง 2 รูปแบบคือทั้งแนวดิ่ง (Vertical Integration) และแนวราบ (Horizontal Integration) การขยายในแนวดิ่งเป็นการรวมธุรกิจต้นน้ำปลายน้ำเข้าด้วยกัน ดังเช่นที่ Wongnai ขยายธุรกิจเพื่อสร้างรายได้จากร้านค้าในฐานข้อมูล หรือบางธุรกิจมี Solution ที่ตอบโจทย์ธุรกิจแบบครบวงจร เช่น Builk Group ที่มีธุรกิจต่อเนื่องด้านการก่อสร้าง ช่วยให้ Supplier, Contractor, Project Manager ทำงานร่วมกันได้สะดวกมากขึ้น หรือ YDM Thailand ที่มีธุรกิจ Digital Media ครบวงจรในกลุ่ม ทำให้ตอบโจทย์ลูกค้าที่มาใช้บริการได้อย่างหลากหลาย

ส่วนการขยายในแนวราบเป็นการ synergize ธุรกิจที่มีความคล้ายคลึงกัน แต่อาจจับกลุ่มลูกค้าต่างกันเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) เช่น Thoth Zocial ที่ควบรวมกับ OBVOC ทำให้เกิดการ synergize ในการทำ Big Data จาก Social Media คลอบคลุมกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น

Credit: https://www.blognone.com/node/103879

บทสรุปจากความเคลื่อนไหวในปี 2561 คือ นักลงทุนรายใหญ่เช่น VC มองหาธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต มีฐานลูกค้า และรายได้ในการดำเนินธุรกิจ สตาร์ทอัพที่ต้องเน้นการทำตลาดให้มีการใช้สินค้าและบริการจากลูกค้า มองการสร้างธุรกิจให้เติบโตจากการหาพันธมิตรในการทำธุรกิจหรือพิจารณาการควบรวมเพื่อให้เกิดการประสานพลังให้บริษัทเติบโตมากขึ้นต่อไป


แหล่งข้อมูลอ้างอิง :
http://www.fpo.go.th/main//News/Press-conference/10256.aspx
https://medium.com/@vitavin/thailand-startup-2018-wrap-up-fundings-exits-noteworthy-events-ad8ae3efa40a
 
เขียนโดย : พงศ์ปิติ เอกเธียรชัย
ผู้อำนวยการ
บริษัท ไลฟ์ฟินคอร์ป จำกัด (LiVE)

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

การเติบโตของธุรกิจ
การระดมทุน
Startup

บทความก่อนหน้า

Wellness Tech…ตลาดใหญ่ที่น่าสนใจสำหรับสตาร์ทอัพ (ไทย)

บทความถัดไป

เส้นทางสู่การเป็น Product Market Fit