บทความ

>

Wellness Tech…ตลาดใหญ่ที่น่าสนใจสำหรับสตาร์ทอัพ (ไทย)

Wellness Tech…ตลาดใหญ่ที่น่าสนใจสำหรับสตาร์ทอัพ (ไทย)

HIGHLIGHTS :

เมื่อพูดถึงสตาร์ทอัพด้าน Wellness Tech เราก็พอรู้มาบ้างว่าเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพร่างกาย การออกกำลังกาย แต่ในปัจจุบันกลุ่มธุรกิจที่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ Wellness นั้นมีมากมายและหลากหลายรูปแบบ บทความนี้ จึงขอฉายภาพให้ผู้อ่านเห็นว่าธุรกิจด้าน Wellness เติบโตและมีรูปแบบการทำธุรกิจอย่างไร

โดยบทความนี้ แปลและเรียบเรียงข้อมูลจาก CBinsights ซึ่งได้แบ่งธุรกิจสตาร์ทอัพออกเป็น 15 กลุ่ม แต่ในบทความได้เขียนและจัดกรุ๊ปใหม่ จึงเหลือเพียง 13 กลุ่มพร้อมยกตัวอย่างธุรกิจสตาร์ทอัพ (ต่างประเทศ) เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

เวลาในการอ่าน  5  นาที

เมื่อพูดถึงคำว่า Wellness หรือ Well-being นั้น ความหมายของทั้ง 2 คำ ก็คงจะแปลได้ว่า ความสุขสมบูรณ์ของคนในองค์รวม (ร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา และสังคม) หรือสั้นๆ ก็คือความอยู่ดี มีสุขนั่นเอง โดยบทความนี้ เราจะมาพูดถึงเทรนด์ที่ยังคงมาแรงและแน่นอนว่าจะยังคงอยู่ในกระแสความสนใจจากคนทั่วโลกไปอีกนาน เพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและวิถีความเป็นอยู่ของผู้คน ดังนั้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Wellness จึงเกิดขึ้นมามากมายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ธุรกิจฟิตเนส การทำอาหารเพื่อสุขภาพ การบำบัดร่างกายจิตใจ การขายของที่เกี่ยวกับสุขภาพและการออกกำลังกาย ไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นต้น

(ตั้งแต่ปี 2558-2560 อุตสาหกรรมด้านสุขภาพระดับโลกขยายตัว 12.8% จาก 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สู่ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเฉลี่ยต่อปีขยายตัวถึง 6.4% ซึ่งเร็วกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกเกือบสองเท่า (3.6%)*

นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ในช่วง 4-5 ปีมานี้ มีผู้ประกอบการสตาร์ทอัพมองเห็นโอกาสในการต่อยอดสินค้าจากบริการแบบเดิม ให้สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และแก้ปัญหาด้านสุขภาพ ร่างกายจิตใจของคนในยุคดิจิทัล จึงหันมาพัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพด้าน Wellness หรือที่เรียกว่า Wellness Tech กันมากขึ้น ดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพและรู้จักสตาร์ทอัพในกลุ่มนี้ว่ามีรูปแบบและมีการทำธุรกิจอย่างไรกันบ้าง บทความนี้จะพาทุกท่านมารู้จัก 13 กลุ่มธุรกิจที่ถูกจัดเป็น Wellness Tech กัน

1. กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) แน่นอนว่าการมี Well-being ที่ดีนั้น ต้องเริ่มมาจากการกินและดื่มเพื่อสุขภาพ สตาร์ทอัพกลุ่มนี้จึงทำธุรกิจที่มาจากความต้องการของผู้บริโภคที่คำนึงเรื่องสุขภาพจากการบริโภคเป็นหลัก คนกลุ่มนี้ต้องการกินและดื่มในสิ่งที่ไม่ทำร้ายร่างกาย จึงเป็นกระแสที่ทำให้คนหันมาเลือกวัตถุดิบจำพวกออร์แกนิค หรือ non-GMO กันมากขึ้น รวมถึงเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาทิ ดีท๊อกซ์ คอมบูชะ เป็นต้น สตาร์ทอัพในกลุ่มนี้เช่น Daily Harvest ที่ให้บริการทั้งซื้อและทำอาหารออร์แกนิกพร้อมจัดส่งถึงบ้าน

ที่มา: https://www.daily-harvest.com/

2. กลุ่มวิตามินและอาหารเสริม (Vitamins & Supplements) สตาร์ทอัพกลุ่มนี้ จะนำเสนอวิตามินและอาหารเสริม เพื่อสุขภาพเฉพาะตัวบุคคล ตัวอย่างเช่น บริษัท care/of ที่ขายวิตามินโดยให้ลูกค้าตอบคำถามเบื้องต้น นำผลมาวิเคราะห์ แล้วนำเสนอวิตามินที่เหมาะสมกับแต่ละคน โดยจะจัดส่งถึงบ้านเป็นรายเดือน ส่วน HUM Nutrition and Moon Juice ก็ทำธุรกิจคล้ายๆ กันแต่จะเน้นไปที่วิตามินในด้านความงามมากกว่า

3. กลุ่มโภชนาการอาหารเพื่อการออกกำลังกาย (Active Nutrition) นอกจากกลุ่มคนทั่วๆ ไปที่หันมากินอาหารเพื่อสุขภาพแล้ว กลุ่มที่มีศักยภาพและเติบโตมากขึ้นทุกปีคือ กลุ่มผู้ชื่นชอบการออกกำลังกาย ที่ต้องการอาหารเสริมทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกาย สตาร์ทอัพที่เข้ามาทำธุรกิจกับกลุ่มเป้าหมายนี้ เช่น Foodspring ที่พัฒนาอาหารเสริม เครื่องดื่ม ขนม ฯลฯ แบบออร์แกนิก เพื่อตอบโจทย์ที่หลากหลายของผู้ออกกำลังกาย เช่นต้องการสร้างกล้ามเนื้อ ควบคุมและลดน้ำหนัก เป็นต้น

4. กลุ่มเทคโนโลยีทางโภชนาการ (Nutrition Tech) สตาร์ทอัพในส่วนนี้จะนำเสนอแพลตฟอร์มโภชนาการส่วนบุคคล เช่น บริษัท Viome ที่จะวิเคราะห์โปรไฟล์ทางชีวเคมีของผู้ใช้งาน เพื่อจะได้ให้คำแนะนำเรื่องอาหารการควบคุมอาหารสำหรับลดน้ำหนัก ตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล

5. กลุ่มฟิตเนส (Fitness) จากการทำธุรกิจฟิตเนสแบบเดิม ที่มีสถานที่ตั้งแล้วให้คนมาออกกำลังกาย ในยุคนี้สตาร์ทอัพด้านฟิตเนส เห็นปัญหาว่าคนมักจะไม่ค่อยมีเวลา หรือทำงานกันยุ่งมาก ทำให้คนที่ชอบออกกำลังกาย แต่ไม่สามารถไปยิมได้ ก็คิดบริการใหม่สำหรับการนำยิมไปดิลิเวอรี่ถึงที่ทำงานหรือที่บ้านกันเลยทีเดียว หรือแม้แต่การให้บริการจองคิวออกกำลังกายกับฟิตเนส หรือเทรนเนอร์ชื่อดัง เป็นต้น สตาร์ทอัพที่น่าสนใจที่ทำธุรกิจในกลุ่มนี้ เช่น บริษัท MIRROR ที่ทำธุรกิจตามชื่อ นั่นก็คือผู้ใช้งานสามารถออกกำลังกายหน้ากระจก (อุปกรณ์เฉพาะของ MIRROR) ได้ทุกที่ ทุกเวลา

ที่มา: https://www.mirror.co/how-it-works

6. กลุ่มเครื่องแต่งกายหรืออุปกรณ์ต่อเชื่อมกับชุด (Athleisure & Connected Apparel) จากกระแสการชอบออกกำลังกายที่กลายมาเป็นกิจกรรมสำคัญของผู้คนในยุคนี้ เครื่องแต่งกายหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ยิ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหา ทั้งเพื่อนำมาช่วยให้สามารถติดตามความคืบหน้าของการออกกำลังกายของตัวเองได้ หรือการสวมใส่เพื่อให้เหมาะกับกิจกรรมการออกกำลังกายของตัวเองมากที่สุด แม้กระทั่งแบรนด์ที่เป็นเสื้อผ้า รองเท้าแอคทีฟแวร์ชื่อดัง เช่น Outdoor Voices หรือ allbirds ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

7. กลุ่มด้านการนอนหลับ (Sleep) ชีวิตที่อยู่ดี มีสุขในองค์รวมนั้น พ่วงไปจนถึงการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ ธุรกิจด้านการนอนหลับในยุคนี้ ได้นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อปลูกฝังนิสัยและพฤติกรรมการนอนที่ดีขึ้นให้กับผู้คน เช่น บริษัท Sleepace ที่ให้บริการโซลูชั่นการนอนหลับที่ชาญฉลาด

8. กลุ่มสุขภาพจิต (Mental Wellness) นับว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตขึ้นมาก เพราะเรื่องจิตใจ นับวันยิ่งมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิต และการมีความสุขของผู้คนในสมัยนี้ สตาร์ทอัพบางรายจึงคิดค้นบริการ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้งานมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ซึ่งแบ่งเป็นการให้บริการทั้งแบบส่วนบุคคล และแบบองค์กร

  • สตาร์ทอัพที่ให้บริการแบบส่วนบุคคล เช่น แอพฯ ฝึกสมาธิของ Head space หรืออุปกรณ์ติดตามอารมณ์อย่าง Woebot
  • สตาร์ทอัพที่ให้บริการในองค์กร พนักงานคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดขององค์กร สตาร์ทอัพย่อมเห็นความต้องการ ที่องค์กรให้ความสำคัญในด้านการพัฒนาสุขภาพจิตใจของพนักงาน (ควบคู่ไปกับการพัฒนาสุขภาพร่างกาย) จึงคิดค้นโปรแกรมและบริการต่างๆ ไปนำเสนอให้พนักงานในองค์กรทีเดียว

9. กลุ่มความสวยงามและการดูแลความงาม (Beauty & Personal Care) ในกลุ่มนี้ จะมีสินค้าและบริการที่ใกล้เคียงกับกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ที่เน้นการใช้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ หรือออร์แกนนิค รวมถึงผลิตภัณฑ์แนวโปรไบโอติก หรือแม้กระทั่งสินค้าเฉพาะด้าน ที่พัฒนาเพื่อดูแลเฉพาะตัวบุคคล สตาร์ทอัพบางรายซื้อฟาร์มออร์แกนิกสำหรับการพัฒนาสินค้าของตัวเองอย่างแบรนด์ Juice beauty

10. กลุ่มการท่องเที่ยวและการให้บริการ (Travel & Hospitality) ในความเป็นจริงกลุ่มท่องเที่ยว หรือ Travel tech เป็นกลุ่มธุรกิจที่กว้างมาก ในหมวดนี้จึงเน้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้าน Wellness โดยเฉพาะ เช่น สตาร์ทอัพอย่าง Ketanga Fitness Retreats เป็นผู้บุกเบิกประสบการณ์การออกกำลังกายที่ทันสมัย โดยเป็นออร์แกนไนเซอร์ ที่รับจัดกิจกรรมโปรแกรมดูแลการออกกำลังกายและพักผ่อนสำหรับองค์กรทั่วโลก

11. กลุ่มบริการดูแลเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ (Feminine Care) อาจจะเป็นธุรกิจที่ฟังดูแปลกๆ แต่ไม่น่าเชื่อว่า มีสตาร์ทอัพที่ทำธุรกิจด้านนี้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ของผู้หญิงโดยเฉพาะ เช่นสตาร์ทอัพ LOLA ที่พัฒนาสินค้าเพื่อสุขภาพทางเพศของผู้หญิง เป็นต้น

12. กลุ่มฟังก์ชันนัลเฮลท์ (Functional Health) สตาร์ทอัพในกลุ่มนี้ มักจะนำเสนอบริการในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านสุขภาพที่ผสมผสาน ทั้งเรื่อง Wellness และเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพในหลากหลายรูปแบบไว้ด้วยกัน ตัวอย่างเช่น บริษัท Maven ให้บริการคลินิกด้านสุขภาพออนไลน์สำหรับผู้หญิง

13. กลุ่มอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ในกลุ่มนี้ จะเป็นกลุ่มสตาร์ทอัพที่เน้นการขายสินค้าบริการ ด้านการส่งเสริมสุขภาพในองค์รวม (Wellness) เช่น Brandless ที่มีความตั้งใจขายสินค้าที่ดีกว่า แต่สามารถเข้าถึงได้ในราคาไม่แพง

ที่มา: https://s3amazonaws.com/cbi-research-portal-uploads/2018/07/31153216/WellnessTech_MarketMap1.png

ทั้งหมดนี้ คือ 13 กลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพด้าน Wellness ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลง และช่วยเติมเต็มให้ชีวิตผู้คนมีความสุขพร้อมกับการดูแลสุขภาพร่างกายจิตใจไปด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยเองก็มีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจสตาร์ทอัพในด้านนี้เป็นอย่างมาก เรามียุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือที่เรียกว่า Medical Hub (2560 – 2569) ซึ่งมี 4 เรื่องหลักๆ ที่ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อน ได้แก่ การเป็นศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Hub) ศูนย์กลางบริการสุขภาพ (Medical Service Hub) ศูนย์กลางบริการวิชาการและงานวิจัย (Academic Hub) และศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product Hub)

ดังนั้น โอกาสทางธุรกิจทั้งในเรื่องความต้องการ หรือกำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อเนื่อง ขนาดของตลาดที่มีขนาดใหญ่ อัตราการขยายตัวยังสูงต่อเนื่อง ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้เอง นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจที่มีโอกาสประสบผลสำเร็จมากทีเดียว ซึ่งหากสตาร์ทอัพรายใดมีไอเดีย และมองเห็นช่องทางในการเข้ามาทำธุรกิจ Wellness Tech ก็ดูน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว


ที่มา :
1. https://globalwellnessinstitute.org
2. https://www.cbinsights.com/research/wellness-tech-startups-market-map/
แปลและเรียบเรียงโดย : นุชนาถ คุณความดี
ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ประกอบการ
ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI)
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

Startup

บทความก่อนหน้า

วิธีป้องกันการถูกขโมยไอเดีย

บทความถัดไป

เหลียวหลังสตาร์ทอัพไทยในปี 2561