บทความ

>

Don’t fail fast - fail mindfully : อย่าคิดแค่ล้มเหลวอย่างรวดเร็ว จงคิดถึงการล้มเหลวอย่างมีสติ

Don’t fail fast - fail mindfully : อย่าคิดแค่ล้มเหลวอย่างรวดเร็ว จงคิดถึงการล้มเหลวอย่างมีสติ

HIGHLIGHTS :

เรียนรู้มุมมองวิธีคิดในเรื่อง ความล้มเหลวจากการทำธุรกิจผ่านประสบการณ์ของ Leticia Gasca ซึ่งเคยเป็นผู้ประกอบการที่ล้มเหลว และได้นำข้อผิดพลาด ประสบการณ์ และการเรียนรู้ที่ได้มาแบ่งปันในเวที TED ในวิธีคิดอีกแง่มุมหนึ่งที่ให้ข้อคิดว่า Don’t fail fast - fail mindfully: อย่าคิดแค่ล้มเหลวอย่างรวดเร็ว จงคิดถึงการล้มเหลวอย่างมีสติ

เวลาในการอ่าน 5 นาที


สำหรับสตาร์ทอัพคำว่า Fail Fast Succeed Faster” (ล้มเหลวก่อน สำเร็จก่อน) หรือคำว่า Fail Fast, Fail cheap, Fail often” (จงล้มเหลวให้เร็ว ใช้ต้นทุนต่ำ และล้มเหลวบ่อยๆ) เป็นเหมือนคำให้กำลังใจสำหรับการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งเรื่องความล้มเหลวในการทำธุรกิจในยุคนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายอีกต่อไป กลับเป็นเรื่องที่สอนให้ผู้ประกอบการยุคใหม่นี้กล้าคิด กล้าทดลองทำ เพื่อการเรียนรู้ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสินค้าบริการของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ อันจะนำมาซึ่งการลดความเสียหายที่อาจจะรุนแรงหากยังฝืนทำต่อไป และเมื่อล้มเหลวแล้ว สิ่งที่ได้กลับเป็นบทเรียน ประสบการณ์อันทรงคุณค่า ที่จะได้นำมาพัฒนาเพื่อความสำเร็จในโครงการใหม่หรือธุรกิจใหม่ต่อไป

แต่ในบทความนี้ เราขอเสนอมุมมองและความคิดของวิทยากรในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งน่าจะทำให้สตาร์ทอัพได้เห็นว่าการล้มเหลวอย่างรวดเร็ว (ทั้งแบบตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ) ย่อมมีผลกระทบ และมีผลลัพธ์ที่ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบอยู่ในทุกความล้มเหลว เช่นกัน

Leticia Gasca เป็นผู้หนึ่งที่เคยผ่านความล้มเหลวเฉกเช่นเดียวกับผู้ประกอบการหลายๆ คน แต่เธอกลับไม่กล้าเปิดเผยความล้มเหลวนี้ให้ใครรู้ เพราะรู้สึกผิดหวังและเจ็บปวดกับความล้มเหลวในครั้งนี้อย่างมาก ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 7 ปี    ในการรักษาแผลในใจ

เรื่องของเธอเริ่มจาก หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรีด้านธุรกิจ แล้วได้พบกับกลุ่มผู้หญิงท้องถิ่น ที่อาศัยอยู่ในรัฐ Puebia เม็กซิโกกลาง ซึ่งกลุ่มนี้สามารถผลิตของแฮนด์เมคที่สวยงามมาก เมื่อเธอได้พบและเห็นสิ่งที่พวกเขาทำ จึงตัดสินใจจะช่วยเปิดตลาดขยายสินค้า เพื่อสร้างรายได้ให้มากขึ้น Leticia ร่วมกับกลุ่มเพื่อนก่อตั้งกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) โดยภารกิจหลักคือการช่วยให้ผู้หญิงเหล่านั้นมีรายได้และทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้น เธอทำทุกอย่างตามทฤษฏีที่ได้เรียนมาจากมหาวิทยาลัย มีโอกาสพบนักลงทุน ใช้เวลาร่วมกันกับพาร์ทเนอร์ในการสร้างธุรกิจขึ้นมา และฝึกฝนผู้หญิงเหล่านั้น       

แต่จากนั้นไม่นาน ก็ได้ตระหนักว่าเธอนั้นยังอ่อนประสบการณ์ มองทุกอย่างในแง่ดี (จนเกินไป) เพราะสุดท้ายสินค้าแฮนด์เมคเหล่านั้น ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้งแผนทางการเงินก็ไม่อยู่บนความเป็นจริง  เนื่องจากตลอดหลายปีที่เธอและทีมทำงานก็ไม่เคยรับเงินเดือนเลย เพราะหวังว่าจะมีปาฏิหารย์เกิดขึ้นจากการที่มีลูกค้ารายใหญ่เข้ามาเห็นคุณค่าและซื้อสินค้า สามารถทำกำไรก้อนโตได้ แต่สุดท้ายปาฏิหารย์นั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้น สุดท้ายก็จบลงด้วยการปิดกิจการ และนั่นทำให้เธอรู้สึกแย่เป็นอย่างมาก เพราะเธอริเริ่มทุกอย่างโดยหวังว่ามันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีให้แก่ชีวิตของช่างฝีมือเหล่านั้น แต่พอเมื่อลงมือทำกลับพบว่าทำในสิ่งตรงกันข้าม เธอจึงแบกความรู้สึกผิด จนต้องซ่อนเรื่องราวเหล่านี้ไว้กับตัวเองเป็นเวลานานหลายปี

และแล้วในค่ำคืนหนึ่ง เมื่อเวลาได้ล่วงเลยมากว่า 7 ปี เธอได้ออกไปพบกับเพื่อนๆ และเริ่มพูดคุยกันเกี่ยวกับชีวิตของนักธุรกิจ สุดท้ายประเด็นเรื่องความล้มเหลวก็ผุดขึ้นมา เธอตัดสินใจเปิดเผยเรื่องราวความล้มเหลวของธุรกิจออกมา ปรากฏว่าเพื่อนๆ นักธุรกิจก็แชร์เรื่องราวคล้ายๆ กัน ณ ตอนนั้น ความคิดทุกอย่างของเธอก็ชัดเจนขึ้น เพื่อนๆ ทุกคนต่างก็เป็นคนที่เคยล้มเหลวทั้งนั้น ซึ่งเรื่องราวความล้มเหลวก็ถูกปกปิดไว้เหมือนๆ กับเธอ แต่หลังจากคืนนั้น สำหรับเธอมันเป็นเหมือนการขับไล่ความอึดอัด ความรู้สึกผิดออกไปได้ เธอตระหนักว่าการแบ่งปันเรื่องราวความล้มเหลวจะช่วยให้เราเข้มแข็งขึ้นไม่ใช่ทำให้อ่อนแอลง และการเปิดเผยความอ่อนไหวของตัวเองจะช่วยให้เราสามารถเชื่อมโยงกับคนอื่นได้ลึกซึ้งและมีความหมายมากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงมองเห็นคุณค่าของบทเรียนชีวิตที่ไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อนหน้านี้เลย คิดได้ดังนั้น เธอจึงตัดสินใจสร้างช่องทางอีเว้นท์ที่จะช่วยให้คนอื่นๆ ได้แชร์ประสบการณ์เหล่านี้ โดยเรียกมันว่า คืนห่วยแตก (Fuckup Nights)

ต่อจากนั้นหลายปีผ่านไป เธอและเพื่อนๆ จัดตั้งศูนย์วิจัยเกี่ยวกับเรื่องราวความล้มเหลวและผลกระทบต่อธุรกิจ ผู้คน และสังคม โดยตั้งชื่อศูนย์ฯ ว่า สถาบันความล้มเหลว (Failure Institute) มันน่าแปลกใจมากเมื่อเห็นเหล่านักธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จยืนอยู่บนเวทีและแบ่งปันเรื่องราวของเขา ผู้คนรับรู้และสัมผัสได้กับประสบการณ์นั้นในเวลาเดียวกัน ทุกคนต่างให้กำลังใจ และเปิดเผยกันอย่างไม่อายเหมือนที่เคยรู้สึกในอดีต แต่มันคือโอกาสในการแบ่งปันบทเรียนและสร้างความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจผู้อื่น ซึ่งเราได้ค้นพบอีกอย่างว่าเมื่อสมาชิกแชร์เรื่องความล้มเหลว ความมหัศจรรย์แห่งพลังก็บังเกิดขึ้น พวกเขาเชื่อมโยงกันได้มากขึ้นและความร่วมมือก็ก่อเกิดง่ายขึ้น

ผลจากอีเวนท์และงานวิจัย เธอได้ค้นพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ เช่น ผู้ชายและผู้หญิงตอบสนองต่างกันหลังจากธุรกิจของพวกเขาล้มลง สำหรับผู้ชายโดยทั่วไปแล้ว พวกเขาเริ่มสร้างธุรกิจใหม่หนึ่งปีหลังจากนั้น แต่จะเปลี่ยนกลุ่มธุรกิจจากเดิม ในขณะที่ผู้หญิงจะเริ่มหางานทำและเลื่อนการสร้างธุรกิจใหม่ออกไป สาเหตุโดยสมมติฐานของเราคือ ผู้หญิงมักจะประสบกับโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่ได้เรื่อง (Impostor syndrome) และรู้สึกว่าเราต้องมีบางอย่างเพิ่มเติมเพื่อจะเป็นนักธุรกิจที่ดีได้ แต่ Leticia เห็นมาหลายเคสแล้วว่าผู้หญิงมีทุกอย่างที่พร้อมและจำเป็นแล้ว เพียงแค่ต้องเริ่มก้าวเดิน ส่วนเคสผู้ชายนั้นพวกเขารู้สึกว่าพวกเขามีความรู้พร้อมหมดแล้ว แค่จะต้องทำให้มันเกิดผลในอีกที่หนึ่งกับโชคอีกนิดหน่อย

ในคืนที่เริ่มก่อตั้ง “คืนห่วยแตก” (Fuckup Nights) Leticia และทีมไม่ได้จิตนาการไว้เลยว่ามันจะเติบโตขนาดนี้ ตอนนี้มันขยายออกไปถึง 80 ประเทศแล้ว ซึ่ง ณ ตอนนั้นความตั้งใจคือนำเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เพื่อให้คนอื่นเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่เราควรพูดถึง มันไม่ใช่ความอับอายเหมือนที่มันเคยเป็นเมื่อก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่ติดอยู่ในใจและรู้สึกกลัวทุกครั้ง เมื่อได้ยินเหล่าสตาร์ทอัพบอกว่าการล้มเหลวอย่างรวดเร็วไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่เธอกลับคิดว่ามันมีด้านมืดของการล้มเหลวอย่างรวดเร็ว อยู่เช่นกัน

 แน่นอนว่าการล้มเหลวอย่างรวดเร็วเป็นวิธีการที่จะเร่งรัดการเรียนรู้และเลี่ยงการเสียเวลา แต่เธอกลัวว่าเราจะนำเสนอการล้มเหลวแบบนี้แก่ผู้ประกอบการโดยเป็นเพียงตัวเลือกหนึ่งเดียวเท่านั้น ซึ่งกลายเป็นว่าเราส่งเสริมความขี้เกียจ โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการยอมแพ้ง่ายๆ วัฒนธรรมการล้มเหลวแบบนี้สามารถส่งผลกระทบไปในวงกว้างได้ เหมือนตัวอย่างธุรกิจเพื่อสังคมที่เธอทำล้มลง ส่วนที่แย่สุดก็คือการที่ต้องกลับไปที่ชุมชนท้องถิ่นและบอกพวกเขาว่าธุรกิจมันล้มและมันเป็นความผิดของเธอเอง สำหรับบางคนอาจมองว่านี่เป็นโอกาสในการเรียนรู้ แต่ความจริงคือ การปิดกิจการมันมีอะไรมากกว่านั้น  มันคือการที่พวกเขาเหล่านั้นจะไม่ได้มีรายรับ รวมถึงเรื่องจิตใจที่ไม่อาจประเมินเป็นตัวเงินได้

เพราะเหตุนี้ เธอจึงอยากจะเสนอแนวคิดที่ว่า Don’t fail fast - fail mindfully: อย่าคิดแค่ล้มเหลวอย่างรวดเร็ว   จงคิดถึงการล้มเหลวอย่างมีสติ เราต้องลืมไปว่าการล้มเหลวอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ให้คิดใหม่ว่าจงล้มเหลวอย่างห่วงใยและใส่ใจผู้ที่เกี่ยวข้อง เราต้องจำไว้เสมอว่าธุรกิจถูกสร้างมาจากคน ธุรกิจไม่ใช่สิ่งที่มีขึ้นมาและหายไปโดยไม่มีผลกระทบ เมื่อกิจการปิดตัวลง บางคนต้องตกงาน บางคนต้องขาดแคลนรายได้ และในเคสของธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (social and green enterprise) การปิดตัวลงของกิจการสามาถส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศและชุมชนที่พวกเขาพยายามจะดูแล

การล้มเหลวอย่างมีสติ (ห่วงใยและใส่ใจผู้ที่เกี่ยวข้อง) คือการตระหนักถึงผลกระทบ ผลลัพธ์จากความล้มเหลวของธุรกิจนั้นๆ ตระหนักถึงบทเรียน ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการแบ่งปันการเรียนรู้เหล่านั้นกับโลก


ที่มา : https://www.ted.com/talks/leticia_gasca_don_t_fail_fast_fail_mindfully
ผู้พูด : Leticia Gasca
แปลโดย : มัณฑริกา แสงถนอม
สรุปและเรียบเรียงโดย : นุชนาถ คุณความดี
ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ประกอบการ
ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI)
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

เคล็ดลับทำธุรกิจ

บทความก่อนหน้า

Design Thinking VS Idea Blanking

บทความถัดไป

ได้อะไรจากการเข้าอบรม MIT Entrepreneurship online Bootcamp