บทความ

>

Design Thinking VS Idea Blanking

Design Thinking VS Idea Blanking

 

ในยุคที่ธุรกิจต่างก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรม การสร้างสรรค์สินค้าบริการใหม่ๆขึ้นมา เพื่อให้ทันต่อพฤติกรรมลูกค้าในยุคดิจิตัลนั้น บางครั้งนวัตกรรมใหม่ๆ ก็ไม่ได้เกิดจากไอเดียของ CEO เจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารองค์กรแต่เพียงอย่างเดียว เพราะการได้มาซึ่งนวัตกรรมนั้น ควรจะต้องเกิดจากทุกคนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้บริหาร ไปจนถึงพนักงานทุกระดับชั้น ดังนั้นวิชาหรือหลักสูตรที่ว่าด้วยเรื่อง Innovative Thinking, Design Thinking หรือ Creative Thinking จึงกลายเป็นหัวข้อการเรียนรู้ที่องค์กรและธุรกิจให้ความสำคัญมากขึ้น

แต่ปัญหาหลักๆ ของผู้ประกอบการหรือแม้แต่พนักงานในองค์กรที่ผ่านการอบรมเรียนรู้เรื่อง Design Thinking คือ ไม่สามารถคิดไอเดียใหม่ๆ ได้ (Idea Blanking) รวมถึงไม่สามารถคิดแบบทะลุนอกกรอบ หรือถ้าคิดออกก็มักจะวนเวียนอยู่ในรูปแบบเดิมๆ ดังนั้นไอเดียที่ได้ จึงไม่โดดเด่น และไม่ว้าวเอาเสียเลย สุดท้ายก็มักจะโทษตัวเองว่า ก็เราไม่ได้เรียนจบมาทางด้านนี้ (นี่หว่า) เรื่องไอเดียเจ๋งๆ ก็ปล่อยให้ฝ่ายดีไซน์เนอร์ ฝ่ายรีเสิร์ชหรือพวกครีเอทีฟคิดสิ

สาเหตุที่ความคิดตัน

ทั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้ว ทุกๆ คนสามารถทำเรื่อง Design Thinking กันได้โดยไม่จำเป็นต้องจบการศึกษามาทางด้านนี้โดยตรงก็ได้ หากเรารู้กระบวนการ เทคนิค ได้ฝึกคิดฝึกทำเป็นประจำ และที่สำคัญเราต้องเปลี่ยนทัศนคติเรื่องนี้ให้ถูกต้องเสียก่อน จึงจะทำให้การทำ Design Thinking เกิดผลลัพธ์ที่ดี ทีนี้ ลองมาดูสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้คนเราไม่สามารถคิดอะไรใหม่ๆ ได้กัน

  1. อาย พูดได้เลยว่าโดยส่วนใหญ่คนไทย เมื่อต้องแสดงความคิดเห็น แสดงไอเดีย มักจะอาย ในการนำเสนอความคิด เพราะกลัวเสียหน้า กลัวโดนล้อ จึงไม่กล้าคิดอะไรใหม่ๆ หรือคิดได้ก็ไม่กล้าแสดงออก
  2. เป็นไปไม่ได้ ในหัวของคนเรามักจะมีตรรกะที่เป็นเสมือนกำแพงทางด้านความคิด นั่นก็คือ เมื่อคิดอะไรได้แล้ว ก็จะมีอีกเสียงค้านดังมาว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก” “จะบ้าเหรอคิดมาได้ยังไง ทำไม่ได้หรอก”  
  3. Input น้อย เมื่อถึงเวลาที่สมองต้องดึงข้อมูลมาใช้เพื่อคิดอะไรใหม่ๆ หากของที่มีอยู่ใน Stock มันน้อย การนำเอาออกมาใช้ก็ย่อมมีแต่ข้อมูลเดิมๆ ไม่หลากหลาย Output ที่ได้ก็เลยยังคงวนเวียนในรูปแบบเดิมๆ นั่นเอง
  4. ไม่หลากหลาย หมายความว่า เมื่อถึงเวลาทำ Design Thinking ยิ่งโดยเฉพาะการทำในองค์กร สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มักจะมีแต่คนในแผนกเดียวกัน คนที่ทำโครงการเดียวกันมาระดมสมอง จึงทำให้ไอเดียที่ได้ มักจะซ้ำๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่

จากสาเหตุข้างต้น เมื่อกรุ๊ปดูแล้วจะเห็นได้ว่าข้อ 1-2 เป็นเรื่องทัศนคติล้วนๆ ดังนั้น การแก้ปัญหาข้อนี้ ก็คือการขจัดความกลัว สร้างความมั่นใจในตัวเองและกล้ายอมรับความคิดเห็นจากคนอื่น ในการปรับปรุงทัศนคติความคิดเรื่องนี้ ให้เรานึกถึงตัวเองในวัยเด็ก เพราะวัยนี้เป็นวัยที่ไม่กลัวอาย กล้าคิด กล้าถาม ดังนั้น เมื่อถึงเวลาทำ Design Thinking ให้เราสวมวิญญาณความเป็นเด็ก ทำจิตใจและสมองให้ปลอดโปร่งสำหรับพื้นที่ของการใช้ความคิด และคิดเสมอว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ รวมถึงในกรณี ที่ทำ Design Thinking ในองค์กรร่วมกับคนอื่นๆ เราอาจจะทำป้ายตัวใหญ่ๆ ติดในห้องประชุมไว้เลยว่า Be child, dont be shy and having fun หรืออีกป้าย Dont be an idea killer ซึ่งการทำกิมมิกเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ก็จะเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจให้ทุกคนมี mindset แบบเดียวกัน

สำหรับการแก้ปัญหาในข้อ 3 นั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากเลย การเพิ่ม Input ให้กับตัวเอง สามารถทำได้หลายแนวทาง พอมีโอกาสได้ไปพูดคุย ถามไถ่มนุษย์เผ่าครีเอทีฟว่า ทำไมพวกเขาถึงมี ไอเดียเจ๋งๆ คูลๆ มากมาย เอามาจากไหนกันบ้าง...คำตอบที่ได้ ก็ดูไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับมนุษย์ทั่วไปอย่างเราเล..สิ่งที่พวกเขาเหล่านี้ทำกันเป็นปกติในทุกวันเลยคือ

อ่าน คือการบังคับตัวเองให้ตัองอ่านทุกอย่างแบบหลากหลาย ทั้งในสิ่งที่ตัวเองชอบ สนใจและอ่านในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองด้วยเช่นกัน เช่น อ่านหนังสือพิมพ์ อ่านใบปลิวโฆษณา อ่านหนังสือ แมกกาซีน อ่านกระทู้ต่างๆ รวมถึงการอ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับไอเดียใหม่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ (ในแต่ละวันควรอ่านประมาณ 20 เรื่องทั้งแบบสั้นและยาว)

ดู คือการดูสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว เช่นดูผู้คน ดูการใช้ชีวิต การแต่งตัว ไลฟ์สไตล์ รวมถึงดูข่าว ดูหนัง ดูโฆษณา ดู Youtube เป็นต้น

สังเกต ไม่ว่าจะเป็นการอ่านและดูแล้ว อุปนิสัยที่ชาวครีเอทีฟส่วนใหญ่จะมีติดตัวเลยก็คือการสังเกต ไม่ว่าจะอ่านหรือดูอะไร พวกเขาจะสังเกตและนำมาคิดต่อ เช่นดูว่าเทรนด์ตอนนี้คืออะไร คนสนใจอะไรกันมากในช่วงเวลานี้   เป็นต้น

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาในข้อ 4 นั้น แก้ไขด้วยการชวนคนที่มี Background การทำงานที่ต่างกัน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำ Design Thinking จะทำให้ไอเดียที่เราได้รับมีความหลากหลาย มีความน่าสนใจอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว สุดท้ายเหมือนกับที่เขียนไว้ตั้งแต่ต้นว่า Mindset (ความคิด ความเชื่อ) ที่ดีและถูกต้อง จะส่งผลไปถึงพฤติกรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนให้เราประสบความสำเร็จ ซึ่งนำมาใช้กับ Design Thinking ได้เช่นกัน


บทความโดย : นุชนาถ คุณความดี
ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ประกอบการ
ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI)
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
กันยายน 2561

หรือแชร์บทความ

แท็กที่เกี่ยวข้อง :

Design Thinking
ไอเดีย

บทความก่อนหน้า

PCAN Techniques (เทคนิคสำหรับการ Pitching)

บทความถัดไป

Don’t fail fast - fail mindfully : อย่าคิดแค่ล้มเหลวอย่างรวดเร็ว จงคิดถึงการล้มเหลวอย่างมีสติ